วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เมื่อการเมืองมาปนกับเรื่องการศึกษาในมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของอินเดีย

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมามีข่าวในวงการศึกษาของอินเดียที่น่าสนใจ นั่นคือ ปัญหาความขัดแย้งภายในมหาวิทยาลัยเดลี

ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองหลวงและได้รับการจัดอันดับเป็นมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของอินเดียในปีนี้อีกครั้งโดยนิตยสาร India Today ฉบับวันที่ 30 มิ.ย. 2557

เมื่อปี 2553 นาย Dinesh Singh ศาสตราจารย์ด้านคณิตศาสตร์ของ ม. เดลี ได้รับแต่งตั้งเป็นรองอธิการบดี (Vice Chancellor) ของมหาวิทยาลัย ซึ่งหากเปรียบเทียบกับเมืองไทยก็เป็นเสมือนอธิการบดีหรือผู้บริหารสูงสุดของมหาวิทยาลัย เพราะตำแหน่งอธิการบดีเป็นเพียงตำแหน่งเกียรติยศโดยรองประธานาธิบดีของอินเดียนั่งครองอยู่ นาย Singh เป็นอาจารย์ที่ได้รับความนิยมชมชอบจากคณาจารย์และนักศึกษาเยอะ แต่ก็มีคนเกลียดชังมากเช่นกัน ตั้งแต่ขึ้นดำรงตำแหน่ง นาย Singh ก็พยายามที่จะเสนอแนวทางการปฏิรูป ม. เดลี ด้วยการเสนอปรับหลักสูตรการเรียนในระดับ ป. ตรีใหม่ จากเดิมซึ่งใช้เวลาเรียนเพียง 3 ปีก็จบได้รับปริญญาบัตร มาเป็น 4 ปี โดยตั้งใจที่จะยกระดับให้เหมือนกับของต่างประเทศโดยเฉพาะของอเมริกัน ซึ่งในที่สุดก็สามารถปรับเปลี่ยนหลักสูตรและเริ่มรับนักศึกษาใหม่ในระบบ ป. ตรี 4 ปี ได้สำเร็จมาตั้งแต่ปีการศึกษาที่แล้ว (2556-2557)

อย่างไรก็ดี ในปีการศึกษาใหม่ที่กำลังเริ่มขึ้น ในขณะที่ ม. เดลี กำลังเปิดรับสมัครนักศึกษาใหม่ ก็ปรากฏว่าเกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรง โดยคณะกรรมาธิการว่าด้วยทุนอุดหนุนมหาวิทยาลัย (University Grant Commission - UGC) ซึ่งเป็นองค์กรกลางจัดสรรงบประมาณให้มหาวิทยาลัยทั้งหมด กลับมีหนังสือถึงผู้บริหาร ม. เดลี สั่งให้ยกเลิกระบบการเรียน ป. ตรี 4 ปี และให้กลับไปใช้ระบบเดิมคือ 3 ปี ทั้งสองฝ่ายต่างหาเหตุผลและข้อกฎหมายมาเพื่อยืนยันในท่าทีของตน ในขณะที่นักศึกษาใหม่ซึ่งในปีนี้คาดว่าจะรับได้ประมาณ 50,000 ก็เลยกลายเป็นเหยื่อของความขัดแย้ง เฝ้ารอดูว่าตนเองจะได้เรียนหลักสูตรแบบไหนกันแน่ ในที่สุดฝ่าย UGC ก็ชนะและ ม. เดลี ต้องยอมกลับไปใช้ระบบ ป. ตรี 3 ปีเหมือนเดิม

ข้อเรียกร้องของทั้งสองฝ่ายต่างก็น่าสนใจ ผู้บริหารและอาจารย์ของ ม. เดลี บางส่วนที่สนับสนุนนาย Singh อ้างว่า ระบบ ป.ตรี 4 ปีจะเป็นการยกระดับมาตรฐานเพื่อช่วยให้นักศึกษาที่จบออกไปหางานหรือสมัครเรียนต่อต่างประเทศได้ง่ายขึ้น เนื่องจากจะเป็นที่ยอมรับมากกว่าหลักสูตรเดิม นอกจากนี้ก็ยังโต้แย้งว่า UGC มีหน้าที่สนับสนุนให้ทุนอุดหนุนมหาวิทยาลัยและไม่ควรเข้ามาแทรกแซงการบริหารภายในของมหาวิทยาลัย ที่สำคัญคือ หากจะคัดค้านทำไมไม่ทำตั้งแต่ปีที่แล้วที่ ม. เดลี เริ่มโครงการหลักสูตร ป. ตรี 4 ปี แต่นี่ผ่านมาแล้ว 1 ปี ทุกอย่างกำลังเข้าที่ก็พาลมาหาเหตุเอาตอนที่กำลังจะเปิดรับนักศึกษาเป็นปีที่ 2

ฝ่ายนักเรียนและอาจารย์กลุ่มที่คัดค้านก็อ้างว่า นาย Singh เร่งรีบดำเนินการปรับเปลี่ยนหลักสูตรอย่างรวบรัดเมื่อปีที่แล้ว ไม่มีกระบวนการปรึกษาหารือทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง อาจารย์บางกลุ่มก็บอกว่าเมื่อเปลี่ยนระบบเป็น ป. ตรี 4 ปี ตนเองก็ต้องเสียเวลาเตรียมการสอนใหม่ งานหนักขึ้น ฝ่ายนักเรียนบางส่วนและผู้ปกครองที่ไม่เห็นด้วยก็บอกว่าทำให้เด็กต้องเสียเวลาและค่าเล่าเรียนเพิ่มขึ้นอีก 1 ปีกว่าจะได้ใบปริญญาบัตร

แต่จากสภาพความเป็นจริงในสังคมอินเดียขณะนี้ นักศึกษาที่จบหลักสูตร ป. ตรี 3 ปี ก็มักจะหางานได้ยาก ไม่ค่อยได้รับการตอบรับเพราะนายจ้างเห็นว่าการศึกษา 3 ปี ยังไม่ได้เรียนรู้อะไรมากนัก ดังนั้น หากจะเพิ่มโอกาสในการหางาน นักศึกษาส่วนใหญ่จึงมักจะไปสมัครเรียนระดับ ป. โท ต่ออีก 2 ปี หรือเรียนระดับ ป. ตรี อีกสาขาหนึ่งเพื่อให้ได้ปริญญาอย่างน้อย 2 ใบ หรือไม่ก็ไปเรียนต่อต่างประเทศแล้วค่อยกลับมาหางานทำ

ในขณะที่ ม. เดลี กำลังงัดข้อกับ UGC การเมืองก็เริ่มเข้ามาแทรก นักการเมืองพรรคคองเกรสที่เพิ่งพ่ายแพ้การเลือกตั้ง ซึ่งสนับสนุนการเปลี่ยนระบบการเรียน ป. ตรี 4 ปี ในช่วงที่ตนเองเป็นรัฐบาล ก็โจมตีพรรค BJP ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านตอนนั้น ซึ่งสัญญาว่าจะล้มข้อเสนอนี้หากขึ้นมามีอำนาจ พอพรรค BJP ขึ้นมาเป็นรัฐบาลจริง ก็เลยกลืนไม่เข้า คายไม่ออก ต้องเออออสนับสนุนให้ยกเลิกระบบ ป. ตรี 4 ปีกลับไปเป็น 3 ปีอย่างเก่า แต่ผู้ที่รับเคราะห์กรรมไปแล้วก็คือ (1) นักศึกษาที่ขึ้นปี 2 ในปีนี้ว่าจะทำอย่างไร หากกลับไประบบเดิม ก็ต้องปรับจำนวนวิชาที่ต้องเรียนใหม่ในอีก 2 ปีข้างหน้า แถมยังไม่ได้รับปริญญาตรีแบบ 4 ปีที่มุ่งหวังไว้เมื่อตอนเลือกเรียนที่ ม. เดลีเมื่อปีก่อน (2) นักศึกษาใหม่ปีนี้ที่ส่วนหนึ่งเลือกมาสมัครเรียนที่ ม. เดลี แทนที่จะไปที่อื่น ก็เพราะอยากได้ปริญญาตรีแบบ 4 ปีและยื่นใบสมัครเรียบร้อยแล้วยังไม่ทราบผล อีกทั้งมหาวิทยาลัยอื่นก็ปิดรับสมัครกันไปหมดแล้ว ไม่สามารถเปลี่ยนใจย้ายมหาวิทยาลัยใหม่ได้อีก

มองดูปัญหาที่เกิดขึ้นใน ม. เดลี ขณะนี้ก็เป็นเพราะความยึดมั่นถือมั่นในตัวเองของผู้ใหญ่ในวงการศึกษา แทนที่จะเอาประโยชน์ของเด็กเป็นที่ตั้ง เหตุการณ์นี้ก็สะท้อนภาพคล้าย ๆ กับเมืองไทยในช่วงที่ผ่านมาที่มีการปรับเปลี่ยนระบบการรับนักศึกษาใหม่มาหลายหน ทั้ง ๆ ที่รัฐบาลยุคที่ผ่านมาก็บอกว่าการปฏิรูปการศึกษาเป็นวาระเร่งด่วนและได้รับงบประมาณเป็นสัดส่วนมากที่สุด แต่ผลลัพธ์ก็คือเด็กไม่ได้รับประโยชน์มากขึ้น ทุกวันนี้คนยังสงสัยว่าเด็กไทยพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558 หรือยัง

ผมขอแถมท้ายนิดหนึ่งว่า ท่ามกลางข่าวความขัดแย้งนี้ก็ยังมีข่าวที่น่าสนใจอีกข่าวหนึ่งว่า ในปีนี้เกิดปรากฏการณ์ที่มีนักเรียนสนใจสมัครเข้าเรียนหลักสูตร B. A. (English) ของ ม. เดลี มากเป็นอันดับหนึ่ง (จำนวนกว่า 63,177 คน) รองลงมาคือเลือกเรียน คณิตศาสตร์ เคมี ฟิสิกส์ และคอมพิวเตอร์ ตามลำดับ ซึ่งก็น่าสนใจว่าเด็กอินเดียยุคใหม่จะกลายมาเป็นแรงงานที่มีความรู้ภาษาอังกฤษอย่างดีเพื่อบุกตลาดแรงงานอาเซียนในอนาคตหรือเปล่า นักการศึกษาของไทยคงต้องรีบปรับตัวอีกแล้วครับ