คณะรัฐมนตรีต่างประเทศสหภาพยุโรปออกแถลงการณ์ เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2557 มีความตอนหนึ่งเรียกร้องให้ไทย
เข้าสู่กระบวนการประชาธิปไตยโดยการเลือกตั้งโดยเร็ว และให้เคารพต่อสิทธิมนุษยชนและสิทธิขั้นพื้นฐาน และข่มขู่กลายๆ จะทบทวนความสัมพันธ์กับประเทศไทย
แต่ที่ผ่านมาไม่เห็นคณะรัฐมนตรีต่างประเทศของสหภาพยุโรปออกมาแถลงการณ์แสดงท่าทีอย่างไรต่อรัฐบาลไทยชุดที่แล้ว ที่มาจากการเลือกตั้งด้วยการซื้อเสียงในรูปแบบและวิธีการต่างๆ บริหารประเทศโดยใช้เสียงข้างมากเป็นเผด็จการรัฐสภาออกกฎหมายล้างผิดให้ผู้ก่อการร้ายและผู้ทุจริตคอร์รัปชันในช่วงดึกๆ ตีสามตีสี่ ปลอมแปลงเอกสารร่างรัฐธรรมนูญที่จะแก้ไข กดบัตรลงคะแนนเสียงแทนกัน มีคนของรัฐบาลและแนวร่วม ซ่องสุมกำลังพลนอกกฎหมาย สะสมอาวุธมากมาย ทั้งอาวุธสงคราม และระเบิด ก่อเหตุทำร้ายประชาชน อย่างโจ่งแจ้งกลางเมือง จนมีคนบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก มีการทุจริตโกงกินกันอย่างมโหฬาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการรับจำนำข้าว ที่โกงค่าข้าวชาวนาแสนกว่าล้านบาท จนชาวนาที่ยากจนเกิดความเครียดฆ่าตัวตายไปสิบกว่าราย เข้าข่ายละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง เช่นนี้ใช่หรือไม่คือกระบวนการประชาธิปไตยที่คณะรัฐมนตรีต่างประเทศของสหภาพยุโรปต้องการ
สำหรับประเด็นการเคารพสิทธิมนุษยชนนั้น ขอให้คณะรัฐมนตรีต่างประเทศของสหภาพยุโรปเหลียวไปดูในบ้านของตนเองก่อน คือ มีรัฐบาลของประเทศในสหภาพยุโรปหลายประเทศ ถูกศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรปพิพากษาว่าละเมิดความตกลงว่าด้วยการปกป้องสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ซึ่งบางคดีเกี่ยวกับการค้ามนุษย์และแรงงานทาสด้วย เช่น
คำพิพากษาคดีระหว่าง Siliadin และรัฐบาลฝรั่งเศส คำพิพากษาวันที่ 26 ต.ค. 2548 มีข้อเท็จจริงโดยสรุปคือ ผู้ฟ้องคดีเป็นชาวโตโก เดินทางมาฝรั่งเศสเมื่ออายุ 15 ปี กับชาวฝรั่งเศสเชื้อสายโตโก มีพาสปอร์ตถูกต้อง และต้องทำงานบ้านชดใช้ค่าตั๋วเครื่องบินให้ชาวฝรั่งเศสเชื้อสายโตโก เมื่อครบค่าตั๋วแล้ว ชาวฝรั่งเศสเชื้อสายโตโก ให้ครอบครัวอีกครอบครัวหนึ่งยืมไปทำงานเลี้ยงเด็กสองคน และทำงานบ้านตั้งแต่เช้ายันสี่ทุ่ม อาทิตย์ละ 7 วันไม่มีวันหยุด นานๆ จึงได้รับค่าจ้างบ้างเล็กน้อย ต่อมามีผู้ช่วยเหลือให้หนีออกจากบ้านนั้นได้ และมีองค์กรเอกชนช่วยเหลือฟ้องร้องต่อศาลยุติธรรม จ่ายค่าจ้างค่าล่วงเวลาย้อนหลังให้ และสุดท้ายเนติบัณฑิตยสภา แห่งกรุงปารีส ช่วยเหลือฟ้องรัฐบาลฝรั่งเศสต่อศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรป ฐานฝ่าฝืนความตกลงว่าด้วยการปกป้องสิทธิมนุษยชน ศาลพิจารณาแล้วพิพากษาว่ามีการฝ่าฝืนมาตรา 4 ของความตกลง ให้รัฐบาลฝรั่งเศสจ่ายค่าเสียหายให้ผู้ฟ้องคดี 26,209 ยูโร
คำพิพากษาที่ 17/12/2012 วันที่ 31 ก.ค. 2555 คดีระหว่าง M และพวก กับรัฐบาลอิตาลีและบัลแกเรีย คดีนี้มีข้อเท็จจริงโดยสรุปคือ ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ ประกอบด้วย เด็กสาว พ่อ แม่ และลูกสะใภ้เป็นครอบครัวชนกลุ่มน้อยที่เรียกกันว่า Roma เกิดในบัลแกเรีย เหตุการณ์เกิดขึ้นในปี 2546 ช่วงนั้น บุตรสาวยังเป็นผู้เยาว์ ทั้งสี่เดินทางไปยังเมืองมิลาน อิตาลี เพื่อหางานทำ ได้พบกับนาย X ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อย Roma สัญชาติเซอร์เบีย รับปากว่าจะให้ทำงานเป็นคนทำงานดูแลบ้านหลังใหญ่เรียกว่าวิลล่าของนาย X โดยทั้งหมดพักอยู่ในวิลล่าของนาย X ต่อมานาย X แจ้งกับผู้เป็นพ่อ แม่ของเด็กสาวว่า จะให้เด็กสาวแต่งงานกับนาย Y หลานชายของตน แต่ผู้เป็นพ่อแม่ไม่ยินยอม นาย X จึงทำร้ายร้ายร่างกายและข่มขู่ผู้เป็นพ่อ แม่ ขู่จะฆ่า และให้ผู้เป็นพ่อ แม่กลับไปบัลแกเรีย โดยปล่อยให้เด็กสาวอยู่ที่วิลล่าของนาย X ต่อไป ต่อมาเด็กสาวถูกนาย Y ข่มขืนโดยถูกมัดมือมัดเท้าติดกับเตียง และถูกข่มขืนเรื่อยมา และยังถูกบังคับให้ออกไปลักขโมยด้วย มีครั้งหนึ่งได้รับบาดเจ็บแต่ก็ไม่ได้รับการรักษาอย่างที่ควรจะเป็น
ต่อมาผู้เป็นพ่อแม่ เดินทางกลับไปยังอิตาลี และแจ้งความกับตำรวจเมืองตูริน ว่า บุตรสาวถูกลักพาตัว กว่าตำรวจเมืองตูรินจะดำเนินการตามที่ได้รับแจ้งความ ก็ล่วงเลยไปแล้วสองอาทิตย์กว่า ตำรวจถึงไปค้นที่บ้านของนาย X และช่วยเด็กสาวออกมาได้ ระหว่างการสอบปากคำเด็กสาว ตำรวจพยายามเกลี้ยกล่อมและข่มขู่ไม่ให้เอาเรื่องกับนาย X ในที่สุดทั้งสี่คนโดยความช่วยเหลือขององค์กรเอกชน จึงยื่นฟ้องรัฐบาลอิตาลีต่อศาลสิทธิมนุษยชน ฐานละเมิดความตกลงว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรปหลายข้อหา โดยศาลได้เรียกให้รัฐบาลบัลแกเรียเข้ามาเป็นคู่ความด้วย ศาลไต่สวนสืบพยานอยู่นานหลายปี ในที่สุดมีคำพิพากษาโดยมติเอกฉันท์ว่า รัฐบาลอิตาลีฝ่าฝืนมาตรา 3 ของความตกลงว่าด้วยสิทธิมนุษยชน อันเนื่องมาจากการสอบสวนและดำเนินการกรณีเด็กสาวถูกข่มขืน ถูกบังคับขืนใจและถูกกระทำทารุณ เป็นไปอย่างไร้ประสิทธิภาพ
คำพิพากษา วันที่ 1 มี.ค. 2555 คดีระหว่างนาย Schwabe และ MG กับรัฐบาลเยอรมัน คดีนี้มีข้อเท็จจริงโดยสรุปคือ ผู้ฟ้องคดีเดินทางไปเมือง Rostock เยอรมัน ในวันที่ 2 มิ.ย. 2550 เพื่อจะเข้าร่วมการประท้วงการประชุมผู้นำชาติ G8 ที่จะมีขึ้น ระหว่างวันที่ 6-8 มิ.ย. 2550 และถูกตำรวจที่ตั้งด่านเตรียมการป้องกันการประท้วง ขอตรวจบัตรประชาชน แต่มีการขัดขืน จึงถูกตำรวจควบคุมตัวไว้ ศาลท้องถิ่นและศาลอุทธรณ์ไต่สวนแล้ว เห็นว่าการควบคุมตัวเป็นไปโดยชอบ ต่อมาผู้ฟ้องคดีทั้งสองยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญสหพันธ์ และขอมาตรการคุ้มครองฉุกเฉิน ให้ปล่อยตัว ในวันที่ 9 มิ.ย. 2550 ทั้งสองถูกปล่อยตัว ศาลรัฐธรรมนูญจึงจำหน่ายคดี ต่อมาผู้ฟ้องคดีจึงยื่นฟ้องรัฐบาลเยอรมันต่อศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรป ฐานฝ่าฝืนความตกลงว่าด้วยการปกป้องสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ศาลพิจารณาแล้วมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 1 มี.ค. 2555 ว่ารัฐบาลเยอรมันฝ่าฝืนมาตรา 5 วรรคหนึ่งและมาตรา 11 ให้จ่ายค่าเสียหายให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองคนละ 4,453 ยูโรพร้อมภาษี






