82 ปีเต็ม กับ การเปลี่ยนแปลงการปกครองของไทยจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์สู่ระบอบประชาธิปไตย เมื่อ 24 มิ.ย.2475
82 ปีเต็ม กับ การเปลี่ยนแปลงการปกครองของไทยจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์สู่ระบอบประชาธิปไตย เมื่อ 24 มิถุนายน 2475
ขณะที่วันเขียนต้นฉบับนี้ (24 มิ.ย. 2557) ประเทศไทย กำลังอยู่ในระหว่างปฏิรูปการปกครองใหม่แบบไทยๆ ได้เพียงเดือนเศษ ภายใต้การบริหารประเทศโดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในนามของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากประชาชนส่วนใหญ่ สังเกตได้จากผลการสำรวจล่าสุด (17-21 มิ.ย. 2557) ของดุสิตโพล มรภ. สวนดุสิต ต่อการดำเนินงานใน 1 เดือนที่ผ่านมาของ คสช. ที่พบว่า ประชาชนมีความพึงพอใจมาก 50.8% ค่อนข้างพอใจ 39.6% โดยอันดับ 1 ที่ทำให้พึงพอใจคือ บรรยากาศบ้านเมืองดีขึ้น สงบสุข ไม่วุ่นวาย ไม่มีการทะเลาะเบาะแว้ง 72.8% อันดับ 2 เห็นว่า สามารถแก้ไขปัญหาสำคัญได้หลายเรื่อง 69.6% และ อันดับ 3 อยากให้ดูแลบ้านเมืองต่อไปจนกว่าสถานการณ์ต่างๆ จะเข้าที่เข้าทาง 65.4%
ก่อนการยึดอำนาจการปกครองของ คสช. ต้องยอมรับว่า เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยทำให้คนไทยทั้งประเทศต้องอยู่ในอาการ “แน่นอก” และ “ใจหาย” กับสารพัดโครงการที่ได้สร้างความเสียหายใหญ่หลวงต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ทั้งที่เกิดขึ้นแล้วและกำลังจะขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะโครงการรับจำนำข้าวนอกเหนือจากปัญหาอื่นอีกมากมาย ทั้งปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ปัญหาความแตกแยกในสังคมไทยรวมทั้งการปล่อยปละละเลยให้มีการจาบจ้วงต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่รักยิ่งของคนไทย และที่สุดที่ถือเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้คนไทยยอมรับไม่ได้จนนำไปสู่การเดินขบวนขับไล่ของมวลมหาประชาชน คือ การเสนอกฎหมาย พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแบบเหมาเข่ง หรือที่เรียกว่า ฉบับสุดซอย เพื่อยกโทษให้กับทุกคนที่กระทำความผิด รวมถึงอดีตนายกทักษิณด้วย
การบริหารประเทศของรัฐบาลที่ผ่านมา ได้สะท้อนให้เห็นว่า ประชาธิปไตยแบบไทยได้สร้างปัญหาไว้มากมายดังที่ ศาสตราจารย์ดับเบิลยู สกอตต์ ธอมป์สัน ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สัญชาติอเมริกัน อดีตคณะทำงานในรัฐบาลอเมริกันของประธานาธิบดีเจอรัลด์ ฟอร์ดและโรนัลด์ เรแกน ได้เขียนบทความเรื่อง รัฐประหารในไทย ให้ความหวังแก่ประชาธิปไตย (Thai coup holds promise of democracy) เมื่อวันที่ 27 พ.ค. 2557 นี้มีใจความบางส่วนว่า “..ประเทศไทยต้องประสบโชคร้ายเช่นเดียวกับเยอรมนีและอิตาลีในอดีต ทำให้ได้นักหลอกล่อฉวยโอกาสทางการเมืองคือ ทักษิณ ชินวัตร เข้าครองอำนาจปกครองประเทศ และเขายังทำเงินได้เป็นพันเป็นหมื่นล้านบาทในอุตสาหกรรมโทรศัพท์มือถือ แล้วนำเงินไปซื้อทั้งนักการเมืองและหนังสือพิมพ์ จนชนะเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย ..การเลือกให้ระบอบทักษิณปกครองประเทศต่อไป คือการรับประกันให้ประชาธิปไตยในไทยตายดับสูญไปภายในอนาคตอันใกล้..” (ผู้จัดการ online, 2 มิ.ย. 2557) ความเห็นดังกล่าว ยังสอดรับกับข้อมูลความร่ำรวยที่เพิ่มขึ้นของทักษิณ ถึง 3.5 หมื่นล้านบาท ในช่วงเวลาเพียงหนึ่งปี ที่มีน้องสาวเป็นนายกรัฐมนตรี จากการจัดอันดับมหาเศรษฐีของนิตยสารฟอร์บส์ ล่าสุด ที่ทำให้เขาขยับตำแหน่งมหาเศรษฐีของไทยจากอันดับที่ 23 ในปี 2555 เป็นอันดับที่ 10 ในปี 2556
การยึดอำนาจในครั้งนี้ของ คสช. ทำให้ผู้เขียนนึกถึงเหตุการณ์ที่เคยเขียนบทความชื่อเดียวกันและตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจนี้ในปี 2549 ที่มีการยึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาล ทักษิณ เมื่อ 19 ก.ย. 2549 โดยพลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองฯ (คปค.) ข้อเขียนนี้จึงเปรียบเสมือนเป็นภาคสองของการปฏิรูปการปกครองในยุคโลกาภิวัตน์ต่างกันแต่ว่า ในการจัดการปฏิรูปฯ ครั้งนี้ คนไทยต่างได้ประสบการณ์อันแสนขมขื่นตลอด 8 ปีที่ผ่านมา เพื่อนำข้อบกพร่องในครั้งนั้น ร่วมกับองค์ความรู้ในการจัดการสมัยใหม่ที่จำเป็นต้องอาศัยข้อมูลที่ครบถ้วน ถูกต้อง และทันเวลาโดยอาศัยความซื่อสัตย์ และสติปัญญาของคนไทย ที่ถึงพร้อมด้วยความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ที่บรรพบุรุษหล่อหลอมคนไทยมานับพันปีเพื่อจัดการปฏิรูปฯ ให้รัดกุมเป็นระบบกว่าอดีต แม้ว่า จะทำให้นานาอารยะประเทศรู้สึกกังวล เป็นห่วงเป็นใยว่า เราจะออกนอกกรอบของระบอบประชาธิปไตยก็ตาม ทั้งนี้เราขอยืนยันว่า เรายังเดินบนลู่ของระบอบประชาธิปไตยเช่นเดียวกับนานาอารยะประเทศ ซึ่งหากพิจารณาอย่างซื่อสัตย์ต่อสถานการณ์ในประเทศไทยที่ผ่านมา จะพบว่า ประชาธิปไตยที่ไม่สมบูรณ์ในอดีต ได้สร้างปัญหาหนักหน่วงให้กับประเทศไทย การหยุดชั่วคราว เพื่อที่จะไปต่อ และไปอย่างมั่นคงจะสร้างความยั่งยืนแก่สังคมไทยในไม่ช้า
ในนามของประชาชนไทย ขอส่งผ่านความรู้สึกไปยังมหามิตรประเทศของไทยทั้งหลายว่า โปรดให้เวลาแก่เรา และเปิดโอกาสให้เราเจ้าของประเทศ ร่วมกันจัดการกับปัญหาภายใต้บริบทของเรา ซึ่งเราเชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจด้วยว่า เราจะสามารถนำพาประเทศไทยให้เป็นพลเมืองโลกที่สามารถยืนเคียงบ่าเคียงไหล่ อย่างภาคภูมิใจในความเป็นสากลและยึดมั่นในคุณธรรมเช่นเดียวกับนานาอารยะประเทศ ด้วยความมุ่งมั่นศรัทธาต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขเช่นเดิม และเรายังหวังลึกๆ ด้วยความขอบคุณว่า มิตรอันเป็นที่รักของไทยทั้งหลาย จะเฝ้าติดตามสถานการณ์ตามความเป็นจริง ด้วยสัมมาทิฏฐิ อย่างอดทน อดกลั้น ให้กำลังใจเรา สนับสนุนส่งเสริมเรา โดยไม่เข้ามาแทรกแซงกิจการภายในของเรา ทั้งทางลับและทางแจ้ง เฉกเช่นกัลยาณมิตรมีให้กัน ดังที่คนไทยเคยมอบความรัก ความปรารถนาดี และความเป็นมิตรแท้แก่นานาประเทศในทุกครั้ง ทุกโอกาส เสมอมา
ขณะเดียวกัน เรายังขอแสดงความขอบคุณในการแสดงออกของมหามิตรประเทศทั้งหลาย ที่ได้ส่งผ่านความรู้สึกเป็นห่วงเป็นใยต่อเรา และเราจะยิ่งรู้สึกขอบคุณมากยิ่งขึ้น หากมหามิตรที่เป็นประเทศมหาอำนาจเหล่านี้ จะช่วยแสดงน้ำใจและแสนยานุภาพแห่งกองกำลังทั้งด้านเศรษฐกิจและอำนาจที่ท่านมี ในการติดตาม ทวงถาม เรียกคืนผลประโยชน์ของชาติไทยที่ถูกขโมยไปโดยบรรดานักการเมืองและผู้นำฉ้อฉลทั้งหลายทั้งที่กระทำเองโดยส่วนตัวและร่วมมือกันกับชาติอื่น ทำให้ทรัพย์สินหรือทรัพยากรของชาติไทยต้องเสียหายไปจำนวนมาก ซึ่งเป็นไปตามหลักการ The Stolen Asset Recovery Initiative ตามสนธิสัญญาว่าด้วยการปราบปรามคอร์รัปชันทั่วโลกของสหประชาชาติ ที่ได้ก่อตั้งและเริ่มบังคับใช้เมื่อเดือนธันวาคม 2548 ซึ่งชาติกำลังพัฒนาจะได้รับการช่วยเหลือจากสหประชาชาติทั้งทางการเงินและทางเทคนิคในการติดตามทรัพย์สินที่ถูกยักยอกไป
สุดท้าย ขอเชิญชวนคนไทยทุกคนมาร่วมกันเขียนแผนที่เดินทางของประเทศใหม่ ด้วยความหวังและกำลังใจที่คนไทยมอบให้แก่กัน และด้วยพลังแห่งความรักสามัคคี จะนำพาคนไทยและประเทศไทยก้าวเดินต่อไปเพื่อความวัฒนาถาวรบนโลกใบนี้ แบบ "พอเพียง" และยั่งยืน ภายใต้หลัก "ประชาภิวัฒน์" "สันติภิวัฒน์" และ "ธรรมาภิวัฒน์" ตามเอกลักษณ์วิถีไทย ด้วยคติและศรัทธาร่วมกันว่า “การเปลี่ยนแปลงได้มาถึงประเทศไทยแล้ว” (Change has come to Thailand)






