คนไทยส่วนใหญ่คงจะจำเหตุการณ์เหมืองซานโฮเซ่ถล่มในชิลี เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2553 ได้เพียงรางๆ
เหตุการณ์ในครั้งนั้นมีคนงานเหมืองติดอยู่ใต้ชั้นหินลึกกว่า 2,000 ฟุต จำนวน 33 คน หากว่ากันตามตำรากู้ภัย สถานการณ์แบบนี้ โอกาสรอดมีไม่เกิน 2% แต่การต่อสู้ที่ทรหดของทีมกู้ภัยและความอึดไม่ยอมแพ้ของคนงาน ได้เปลี่ยนสถานการณ์ที่จะกลายเป็นโศกนาฏกรรมให้เป็นเหตุการณ์สร้างกำลังใจและเป็นบทเรียนด้านภาวะผู้นำที่ถูกเล่าขานกันทั่วโลก
ภาวะความสิ้นหวังหลังเกิดอุบัติเหตุ เป็นข้อสรุปจากการประเมินสถานการณ์เพื่อเตรียมแผนการช่วยเหลือ สถานการณ์เหมืองถล่มที่คล้ายคลึงกับเหตุการณ์ครั้งนี้มากที่สุด เกิดขึ้นในปี 2545 ที่รัฐเพนซิลเวเนีย แต่อุบัติเหตุครั้งนั้น คนงานติดอยู่ในเหมืองที่ระดับความลึกเพียง 200 ฟุต คราวนี้ความลึกเพิ่มขึ้นถึง 10 เท่า นอกจากนี้แล้ว เสบียงที่คนงานทั้ง 33 คนมี รวมกันแล้ว น่าจะพอยังชีพได้แค่ 2 ถึง 3 วัน หากประหยัดจริงๆ ก็อาจจะอยู่ได้ถึง 10 วัน ซ้ำร้ายเครื่องมือช่วยเหลือที่มีอยู่ในตอนนั้นยังไม่ดีพอ จึงไม่สามารถรับประกันได้ว่า จะสามารถทำงานได้ลุล่วง เพราะมีความเป็นไปได้สูงว่า เครื่องมือขุดเจาะอาจพังเสียก่อน
ข้อกังวลใจอีกประการหนึ่ง คือ ขวัญกำลังใจของคนงานที่ติดอยู่ใต้ดิน ซึ่งไม่รู้ชะตากรรมว่าจะมีคนมาช่วยเหลือตนเองหรือไม่ พวกเขาจะอยู่กันอย่างไร พวกเขาจะอดทนกับความลำบากและแรงกดดันทางใจได้นานแค่ไหน หากพวกเขาพากันถอดใจหมด ความพยายามทั้งหลายก็สูญเปล่า
จากการประเมินภาพรวม ได้ข้อสรุปว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของงานนี้ มีสี่ส่วนด้วยกันคือ ส่วนแรก ทีมช่วยเหลือที่ต้องทำงานให้เร็วที่สุด โดยปัญหาที่ต้องแก้ไขให้สำเร็จก่อน คือ การสร้างเส้นทางในการส่งเสบียงและการติดต่อ เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้กับคนงานว่า พวกเขาไม่โดนทอดทิ้ง ซึ่งจะช่วยให้พวกเขาสามารถอดทนรอจนกว่าการขุดเจาะเพื่อช่วยเหลือเสร็จสิ้นในส่วนนี้ ทีมงานช่วยเหลือได้ศึกษาลักษณะของชั้นหินและแผนที่ของเหมืองเพื่อวางแผนการขุดเจาะให้สั้นและปลอดภัยที่สุด
ส่วนที่สอง เพื่อลดระยะเวลาและความเสี่ยงในการช่วยเหลือ จำเป็นต้องใช้เครื่องมือช่วยเหลือที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสูงกว่าที่มีอยู่ รัฐบาลชิลีได้ร้องขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาให้ส่งเครื่องจักรที่มีความทันสมัยพร้อมทีมงานมาร่วมเป็นทีมปฏิบัติการกู้ภัยด้วย ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างรวดเร็ว ในเวลาเพียง 3 วันเครื่องจักรเหล่านี้ก็ไปถึงเหมือนซาโฮเซ่
ส่วนที่สาม ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับทีมงานช่วยเหลือว่า แม้ปฏิบัติการช่วยเหลือครั้งนี้จะมีโอกาสสำเร็จน้อย แต่ทุกคนจะไม่ยอมหมดหวัง จะร่วมกันฝ่าฟันให้ถึงที่สุด ทุกคนรู้ดีว่า นี่ไม่ใช่เวลามาแย่งซีนเป็นพระเอก เป้าหมายคือการช่วยคนงาน 33 คนให้กลับไปหาครอบครัวของพวกเขา
พิเนรา ประธานาธิบดีของชิลีที่เพิ่งรับตำแหน่งได้ไม่นาน รับหน้าที่ในการให้ข้อมูลข่าวสารกับคนในประเทศและนานาชาติ เกี่ยวกับความคืบหน้าของการช่วยเหลือ โดยมอบหมายให้รัฐมนตรีกระทรวงการเหมืองแร่มีอำนาจในการตัดสินใจในเรื่องสำคัญ การเข้ามามีส่วนร่วมแบบนี้ เป็นการส่งสัญญาณว่า รัฐบาลชิลีมีความจริงจังกับเรื่องที่เกิดขึ้น ในขณะเดียวกัน ผู้นำของทีมผู้เชี่ยวชาญและอาสาสมัครแต่ละกลุ่มได้คอยให้กำลังใจทุกคนอย่างสม่ำเสมอรวมทั้งดูแลให้มีการผลัดเปลี่ยนกันทำงานตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อให้การขุดเจาะดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง
ส่วนที่สี่ การรักษาความมุ่งมั่นที่จะรอดชีวิตของคนงาน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่สุด และเป็นส่วนที่ทีมช่วยเหลือไม่สามารถทำอะไรได้เลยนอกจากการสวดภาวนา โชคดีที่ในกลุ่มคนงาน มีหัวหน้าคนงานชื่อลูอิสและคนงานชื่อมาริโอเป็นเสาหลักของทีม
หลังจากเกิดอุบัติเหตุ ลูอิสบอกให้ทุกคนมาอยู่ร่วมกันในพื้นที่เดียว แล้วช่วยกันปรับปรุงพื้นที่ดังกล่าวให้กลายเป็นที่พักชั่วคราว ในขณะเดียวกัน เขาก็อธิบายสถานการณ์ให้กับทุกคนฟังว่า ให้เชื่อมั่นในทีมช่วยเหลือ หน้าที่ของพวกเราคือ ต้องรอดชีวิตให้นานพอที่ความช่วยเหลือจะมาถึงได้ ซึ่งสิ่งที่ต้องทำคือ การใช้เสบียงอย่างประหยัดและเป็นธรรม ลูอิสทำให้เสบียงที่เพียงพอสำหรับ 2 ถึง 3 วันสามารถประทังชีวิตทุกคนได้ถึง 17 วันจนกระทั่งทีมช่วยเหลือสามารถขุดเจาะเส้นทางส่งเสบียงได้
มาริโอเองก็เป็นกำลังสำคัญ เขาคอยพูดคุยกับทุกคนให้มุ่งมั่นกับการรอดชีวิต เพื่อกลับไปหาครอบครัวและคนรัก คอยเสริมสร้างทัศนคติเชิงบวก เพื่อรักษาขวัญกำลังใจของทีมอยู่เสมอ
ภาวะผู้นำของประธานาธิบดี ทีมช่วยเหลือ และผู้นำของคนงานเหมือง ที่ช่วยกันรักษาความมุ่งมั่นของทีมเอาไว้ ทำให้ปฏิบัติการช่วยเหลือซึ่งมีโอกาสประสบความสำเร็จเพียง 2% สามารถผ่านไปด้วยดี เดิมคาดกันไว้ว่า จะต้องใช้เวลาถึง 4 เดือนพอเอาเข้าจริง แค่สองเดือนกับ 10 วัน คนงานเหล่านี้ก็ได้กลับไปสู่อ้อมกอดของครอบครัวและคนรักแล้ว
อีกประเด็นที่สะท้อนให้เห็นถึงความละเอียดอ่อนในการทำงานของทีมงาน คือ ในตอนนั้นบริษัทแอปเปิลได้ส่ง iPod ให้กับสถานทูตชิลีในวอชิงตันดีซี เพื่อให้คนงานได้เอาไปฟังฆ่าเวลาระหว่างรอการช่วยเหลือ แต่เอกอัครราชทูตบอกกับเจ้าหน้าที่ของสถานทูตว่า ให้ห่อของขวัญเก็บไว้เพื่อมอบให้กับคนงานหลังจากขึ้นมาแล้วดีกว่า เพราะหากส่ง iPod ลงไป คนงานจะเอาแต่ฟังเพลง อยู่ในโลกของตัวเอง เป็นการทำลายความเป็นทีมและความมุ่งมั่นของพวกเขา เพลงที่หวังว่าจะช่วยปลอบใจ อาจกลายเป็นเพลงส่งคนงานเหล่านี้ไปสู่ยมโลกได้
ความสำเร็จครั้งนี้ ชี้ให้เห็นว่าในวิกฤติที่มีความสลับซับซ้อน เราอาจจำเป็นต้องมีอัศวินม้าขาวมากกว่า 1 คน เพื่อดูแลงานแต่ละด้านให้สามารถบรรลุภารกิจได้อย่างรวดเร็วที่สุด เพราะการมีผู้นำคอยรับผิดชอบในแต่ละด้านจะทำให้ผู้นำทุกคนมีข้อมูลมากพอสำหรับการตัดสินใจในเรื่องที่ดูแลอยู่ จึงมีโอกาสในการตัดสินใจผิดพลาดน้อยลง
ดูไปดูมา โมเดลแก้วิกฤติที่ชิลีก็มีส่วนคล้ายโมเดลการทำงานของ คสช. อยู่ไม่น้อยเลย





