หลังจากสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ ดูเหมือนจะเริ่มผ่อนคลาย มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทยอยปล่อยออกมา
ผ่านการดำเนินงานด้านต่างๆ ของภาครัฐและภาคเอกชน แม้บางโครงการจะถูกคำสั่งชะลอ เพื่อตรวจสอบความโปร่งใสในการดำเนินงาน แต่การเรียกร้องของภาคเอกชน ที่ต้องการให้ผู้บริหารประเทศกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็ได้รับสัญญาณตอบรับไปในทิศทางที่น่าสนใจ ตั้งแต่การแต่งตั้งคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนแห่งประเทศไทย (บีโอไอ) ได้อนุมัติการลงทุนต่างๆ ที่ค้างคา ขณะเดียวกัน ฝ่ายบริหารได้สนใจต่อการจัดทำงบประมาณประจำปี 2558 ซึ่งจะต้องมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนตุลาคมนี้ และต้องยอมรับว่างบประมาณการใช้จ่ายของภาครัฐนั้นถือเป็นปัจจัยกระตุ้นเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ และถือเป็นวงเงินใช้จ่ายหลักมูลค่านับล้านล้านบาท ดังนั้นจะเห็นความคึกคักของภาคเอกชนกันทั่วหน้า
ผู้ประกอบการหลักๆ หลายรายต่างเร่งอัดแคมเปญกิจกรรมการตลาดกันเป็นการใหญ่ หวังฟื้นยอดขายให้กลับมาชดเชยยอดขายช่วงปลายปี 2556 ต่อเนื่องถึงครึ่งแรกของปี 2557 แม้สถานการณ์โดยรวมจะไม่นิ่งสนิท แต่เป็นช่วงที่ผู้ประกอบการต้องเร่งใช้โอกาสกอบกู้สถานการณ์ยอดขายที่หดหายไปให้กลับคืนมา ซึ่งนายบุญชัย โชควัฒนา ประธานกรรมการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) ที่ระบุว่าเชื่อว่าสถานการณ์กำลังซื้อช่วงครึ่งปีหลังจะดีขึ้น และจะช่วยผลักดันยอดขายในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคของสหพัฒนพิบูล เติบโตทั้งปีที่อัตรา 7% หรือราว 3.1 หมื่นล้านบาท ตามเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ แม้ช่วงครึ่งปีแรกยอดขายจะเติบโตเพียง 2% โดยที่ยอดขายยังกลับมาไม่ชัดเจน จึงต้องเร่งโปรโมชั่นให้มากขึ้นและเร็วขึ้น ใช้งบการตลาดมากขึ้น ส่วนหนึ่งฝากความหวังไว้กับการที่ชาวนาได้รับเงินค้างค่าข้าววงเงินกว่า 9 หมื่นล้านบาท น่าจะมีส่วนกระตุ้นกำลังซื้อได้เช่นกัน
เช่นเดียวกับบริษัทไอทีทั้งหลาย ต่างแสดงความมั่นใจว่ายอดขายครึ่งปีหลังจะฟื้น โดยฝากความหวังไว้กับงบประมาณประจำปีที่จะมีมาเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างสำคัญ และเชื่อมั่นว่า การอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจะทำให้ภาพรวมของธุรกิจจะกระเตื้องขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และหวังว่า จะทำให้เป้าหมายยอดรายได้ที่ตั้งไว้ไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าการอยู่รอดของธุรกิจล้วนเกี่ยวพันกันเป็นห่วงโซ่ดังที่ทราบกันดี แต่อาจมีบางครั้งที่ลืมเลือนไปบ้าง แต่เมื่อคลื่นลมสงบการหวนกลับสู่จังหวะก้าว หรือทฤษฎีที่ผ่านการพิสูจน์มาแล้วก็จะได้รับการหยิบยกมาปฏิบัติต่อ จนกว่าจะหาแนวทาง หรือวิธีการที่ดีกว่ามาหักล้างได้จึงจะโอนย้ายไปสู่พฤติการณ์ใหม่ๆ
ขณะนี้ สิ่งที่เอกชนทั้งหลายจับจังหวะ และเร่งมือ คือการจัดทำแคมเปญกระตุ้นยอดขาย เก็บตุนทรัพยากรที่พอจะหยิบฉวยได้มาไว้กับตัวให้ได้มากที่สุด เพื่อความอยู่รอดของตัวเอง และองค์กร อีกทั้งอาจต้องพยายามมองข้ามสิ่งแวดล้อมภายนอกที่ไม่อาจนำมาเป็นตัวแปรด้วยปัจจัยข้อจำกัดต่างๆ ถือเป็นช่วงเวลาเรียนรู้อันสำคัญที่จะนำพาองค์กรให้อยู่รอด และก้าวต่อไปข้างหน้าอย่างยั่งยืนท่ามกลางคลื่นลมที่ยังไม่ถึงกับนิ่งสนิท เรียกได้ว่า หากใครฟันฝ่าช่วงเวลานี้ไปได้อย่างถูกต้องก็จะมีโอกาสก้าวต่อไปข้างหน้าอย่างค่อนข้างจะแข็งแกร่ง ซึ่งควรบันทึกบทเรียนไว้ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา จะได้ไม่ต้องหมุนวนกลับมาเรียนรู้ด้วยตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า






