"ยาอ่อน" "ยาแรง" ของ คสช.

สิ่งที่ คสช.พยายามอย่างยิ่งยวดในการคืนความสุขให้ประชาชนคือการจัดระบบทำความไร้ระเบียบผิดกฎหมายให้เข้าที่เข้าทาง
เดินผ่านไปตามถนนรนแคมจะเห็นนายทหารยืนประกบตำรวจตรวจตรารถราผู้คนที่สัญจรไปมาในยามค่ำคืนตามด่านความมั่นคงต่างๆ อย่างแข็งขัน รวมทั้งการกวาดจับสิ่งผิดกฎหมายทั้ง ไม้เถื่อน แรงงานผิดกฎหมาย จัดระบบรถตู้ วินมอเตอร์ไซค์ ที่มีผู้มีอิทธิพลอยู่เบื้องหลัง ทำให้ คสช. โดยเฉพาะ หัวหน้า คสช. ได้คะแนนนิยมไปอย่างล้นหลาม
แต่ท่ามกลาง "เทศกาลแห่งการคืนความสุขให้ประชาชน" ย่อมเป็นปกติธรรมดาที่มีทั้งเสียงนิยมชมชอบของผู้คนปะปนมากลับเสียงบ่นประปราย แต่เป็นสิ่งที่หากผู้เป็น "กัลยาณมิตร" อันแท้จริง จะไม่พูดให้ฟังแต่คำหวานป้อยอ เห็นอะไรขาดบกพร่องอย่างใดก็ต้องรีบชี้แนะให้แก้ไขได้ทันท่วงที
วันนี้ "ยา" หลายขนานที่ คสช. นำเข้ามาใช้เปรียบกับ "มาตรการทั้งหลายทั้งรุกและรับ" ส่วนมากเป็นเรื่องที่ได้ใจหรือ "ซื้อใจประชาชนได้หลายต่อหลายเรื่อง" ปัญหาอยู่ตรงที่เหล่าวายร้ายยังคงจำร่องรอยวิธีการทำงานของฝ่ายบังคับใช้กฎหมายในอดีตได้ดีว่า เรื่องใดอยู่ในความสนใจของประชาชน หรือ ผู้เสียหายเป็นผู้มีชื่อเสียงของสังคม เรื่องเหล่านี้จะได้รับการดูแลเอาใจใส่ตามจับผู้ร้ายมาแถลงข่าวได้อย่างเอิกเกริกได้ทุกครั้งไป
แต่สำหรับคดีในทางตรงข้ามแม้จะเป็นเรื่องอุกฉกรรจ์ มีความเสียหายร้ายแรงแต่กลับไม่มีการให้ความสนใจอย่างที่ควรจะเป็น จึงต้องเรียนให้ทราบว่า จะ "ยาอ่อน" หรือ "ยาแรง" หากมองในทางการบำบัดรักษา ย่อมมีผลต่อโรคในการกำจัดโรคภัยได้เหมาะสมกับสมุฏฐานของโรค ยาอ่อน ไม่ควรจะถูกมองเป็นการลดความเข้มข้นหรือทำให้โรคหายช้าลง หรือไปมองกันว่า "ยาแรง" มีแต่จะส่งผลเสียหายในทางทำให้สังคมเกิดความอกสั่นขวัญแขวนเป็นหลัก เพราะจริงๆ ทั้งสองประเภทของมาตรการ ทั้งเข้มข้นและผ่อนปรน ล้วนขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้บริหารเหตุการณ์หรือแนวนโยบายของ คสช. โดยตรงที่จะใช้เข้าจัดการแก้ไขปัญหาต่างๆ อย่างตรงกับเงื่อนไขสภาพแวดล้อมเฉพาะเรื่องนั้นๆ
จึงเป็นสิ่งที่ชอบแล้วที่ทาง คสช. จะได้ชี้แจงให้กับหลายฝ่ายที่อาจ "ใจร้อน" อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฝ่ามือ เมื่อทาง คสช. เข้ามาทำหน้าที่ได้ครบรอบหนึ่งเดือนเต็ม เริ่มมีเสียงวิจารณ์เร่งเร้าให้ คสช. ใช้ความเฉียบขาดกับหลายๆ เรื่องเพื่อให้เห็นผลได้ในฉับพลัน ซึ่งทาง คสช. เองได้ให้ทางฝ่ายโฆษกทำการชี้แจงถึงแนวทางมาตรการต่างๆ ว่าจะต้องทำไปในแนวทางเดียวกับที่ผู้เขียนมองเห็นว่า ต้องปรับใช้ให้ถูกกับโรค พูดง่ายๆ ต้องขึ้นกับสถานการณ์และเรื่องที่เผชิญอยู่โดยไม่ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของสุจริตชนส่วนใหญ่
ดังจะเห็นได้จากการรีบเร่งทำให้วิถีชีวิตของผู้คนกลับเข้าสู่สภาวะปกติจากการยกเลิก การออกข้อกำหนดการออกนอกเคหสถานในหลายพื้นที่กระทั่งคืนกลับให้ทั้งประเทศในเวลาต่อมา แต่สิ่งที่น่ากังวลของหลายๆ ฝ่าย คือ การเอาจริงเอาจังอย่างต่อเนื่องเป็นบรรทัดฐานเดียวกัน และ การเดินหน้าแก้ไขปัญหาจะไม่ทำเพื่อสนองนโยบายหลักเพื่อลดแรงกดดันในเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของฝ่ายตรงข้าม เพราะฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยย่อมคัดค้านอย่างหัวชนฝามาแต่แรก
สิ่งที่ คสช. จะกระทำได้ คือ การให้เวลาและสังคมเป็นผู้พิสูจน์ความสามารถว่า สิ่งที่ คสช. กำลังดำเนินการไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อหว่านล้อมเอาอกเอาใจประชาชนในรูปแบบวิธีการซึ่ง "กระบวนการประชานิยม (populism)" เคยถูกนำมาใช้ในการบริหารของรัฐบาลชุดก่อนกระทั่งประชาชนเริ่มเสพติดสิ่งที่เรียกว่าประชานิยมอย่างงอมแงมแทบจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตผู้คนที่มองแบบเข้าข้างตนเองว่า อะไรก็ต้องรอคอยจากรัฐบาล หรือ ฝ่ายการเมืองกำหนดกฎเกณฑ์มาให้เป็นสำคัญ ประชาชนจึงขาดความเป็นตัวของตัวเองคอยแต่แบมือขอ หรือ คิดแต่จะ "พึ่งพารัฐ" ขาดนวัตกรรมความคิดสร้างสรรค์ที่จะทำให้คนส่วนใหญ่สามารถพัฒนาก้าวหน้าได้อย่างยั่งยืน







