วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ฉากทัศน์สวัสดิการชุมชน : แสงสว่าง ฤๅ เงามืด ณ ปลายอุโมงค์

กว่า 40 ปีจากการตีพิมพ์บทความ “ปฏิทินแห่งความหวัง : จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน” โดยอาจารย์ป๋วย อึ้งภากรณ์

ที่แสดงถึงแนวคิดชีวิตที่ดีของคนไทยที่พึงปรารถนาจากวันนั้นจนถึงวันนี้ดูเหมือนว่าคุณภาพชีวิตคนไทยก็ยังคงเป็นไปตามยถากรรมแม้หน่วยงานภาครัฐ นักนโยบาย และชุมชนท้องถิ่นจะตั้งคำถามว่า จะทำอย่างไรให้ประชาชนทุกกลุ่มมีสวัสดิการ แต่ยังคงเป็นการดันนโยบายกันคนละทีสองทีถ้าไม่นับโครงการ 30 บาทฯ (บัตรทอง) แล้วก็ยังไม่พบว่าจะมีสวัสดิการใดที่ออกแบบได้ครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่มแต่ในบางครั้งสวัสดิการบางอย่างก็ไม่ได้เริ่มต้นจากรัฐเสมอไป อาจมาจากแรงผลักดันของชุมชนท้องถิ่นก็เป็นได้ เช่น “กองทุนสวัสดิการชุมชน”

กองทุนสวัสดิการชุมชนมีเป้าหมายให้แก่สมาชิกตั้งสัจจะจะลดรายจ่ายลงวันละ 1 บาทและนำเงินมาจัดสวัสดิการตั้งแต่เกิดจนตายด้วยแนวคิดที่หวังจะเป็นการสร้างหลักประกัน และเป็นกองบุญร่วมกันระหว่างสมาชิกในชุมชน ทำให้ได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดี และหลักการนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากอำนาจการเมืองด้วย คือ การสนับสนุนเงินเป็นรายหัวจากรัฐบาลและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นปัจจุบันมีกองทุนสวัสดิการชุมชนทั่วประเทศกว่า 5,700 แห่ง มีสมาชิกจำนวนกว่า 4 ล้านคนและยอดเงินกองทุนฯสูงถึง 5,890 ล้านบาท (พอช. 2556)

แต่ “กองทุนสวัสดิการชุมชน” จะรุ่งเรืองหรือไม่นั้น จากการวิจัยเรื่อง “การคาดการณ์ความยั่งยืนของกองทุนสวัสดิการชุมชน กรณีศึกษา 8 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” โดยสถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ชี้ว่าในปัจจุบันกองทุนฯต่างๆ มีความเสี่ยงคล้ายกันอย่างน้อย 3 ประการ คือ

1. แนวคิดเป็น “กองบุญ” แต่สมาชิกจำนวนไม่น้อยมองเป็น “กองกำไร”

แม้แนวคิดตั้งต้นของกองทุนฯจะเป็น “กองบุญ” เพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลกันระหว่างสมาชิกชุมชน คนจนในชุมชนสามารถได้รับการช่วยเหลือจากกองทุนได้เพียงออมวันละบาท คนรวยอาจเกื้อกูลด้วยการไม่เบิกสวัสดิการที่นี่หากตนเองมีสวัสดิการอื่นที่ได้จากหน่วยงานอื่น แต่ในทางปฏิบัติพบว่า สมาชิกส่วนใหญ่มองสวัสดิการในรูปของ “สิทธิในฐานะสมาชิก” ที่ตนพึงได้รับ สวัสดิการบางรายการถูกมองในรูปกำไรที่ตนพึงได้ เช่น การจัดสวัสดิการค่าเดินทางไปรักษาพยาบาลครั้งละ 100 บาท ปีละ 12 ครั้งในพื้นที่หนึ่งๆ สมาชิกส่วนหนึ่งมองว่าเป็นกำไรจากการออมเพียงปีละ 365 บาท แต่สามารถเบิกเงินได้ถึงปีละ 1,200 บาท ไม่นับสวัสดิการอื่นๆ ที่กองทุนเสนอให้ ลักษณะเช่นนี้ทำให้กองทุนฯ ยากจะอยู่รอดในระยะยาว

2. กองทุนฯ ขาดการบริหารจัดการทางการเงิน

สาเหตุหลักของปัญหาการบริหารจัดการมาจาก กองทุนฯไม่มีศักยภาพในการวางแผนทางการเงิน สวัสดิการส่วนใหญ่จัดขึ้น “เลียนแบบชุดสวัสดิการ” ตามพื้นที่ศึกษาดูงาน ทำให้การกำหนดเงินสวัสดิการบางรายการสูงมาก (เช่น กรณีการเสียชีวิต) แต่กองทุนฯ ส่วนใหญ่กลับไม่มีแนวคิดการลงทุนในรูปแบบอื่นๆ ที่สอดคล้องกับรายจ่ายสวัสดิการที่สูงเหล่านั้น นอกจากการซื้อสลากและการฝากเงินในสถาบันการเงินที่ให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากน้อยทำให้เสี่ยงต่อความยั่งยืนของกองทุนฯในระยะยาวประกอบกับการสนับสนุนจากรัฐบาลและท้องถิ่นก็ไม่ใช่สิ่งที่แน่นอน เนื่องจากเงื่อนไขที่รัฐบาลจะให้การอุดหนุนดังกล่าวมีผลผูกพันเพียง 3 ปีและปัจจุบันได้สิ้นสุดลงแล้ว ขณะที่ด้านท้องถิ่นเองก็มีอิสระที่จะเลือกได้ว่าตนเองจะให้การสนับสนุนกองทุนหรือไม่ตามกำลังงบประมาณของตน และมีแนวโน้มว่าการสนับสนุนทางการเงินก็ขึ้นกับฐานเสียงจำนวนสมาชิกกองทุนฯในพื้นที่นั้นๆ ด้วย ทั้งหมดยิ่งสนับสนุนว่าในอนาคต กองทุนฯที่ยั่งยืนจะต้องอยู่บนฐานเงินออมและการบริหารจัดการการลงทุนของตนเองให้ได้

3. สังคมสูงวัยก้าวเข้ามา รายจ่ายก็ก้าวเป็นเงาตามตัว

งานวิจัยมหาวิทยาลัยมหิดลชี้ว่า ในราว 7-8 ปีข้างหน้า (ปราโมทย์, 2557) ประเทศไทยจะก้าวสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ และด้วยโครงสร้างอายุสมาชิกกองทุนฯปัจจุบันที่ส่วนใหญ่ที่ไม่ต่างไปจากโครงสร้างประชากรประเทศ จึงพยากรณ์ได้ว่ากองทุนฯจะมีภาระรายจ่ายที่สูงขึ้นเป็นเงาตามตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกองทุนฯ ในปัจจุบันที่มีสัดส่วนสมาชิกวัยกลางคนช่วงท้ายหรือวัยสูงอายุมากกว่าช่วงวัยอื่นๆ เพราะมีแนวโน้มจะเบิกสวัสดิการมากขึ้น ทั้งสวัสดิการการรักษาพยาบาล หรือกรณีสวัสดิการการเสียชีวิตที่เป็นรายจ่ายสูงที่สุด (เฉพาะกรณีการเสียชีวิตอยู่ที่เฉลี่ยต่อรายๆ ละ 20,000 บาท)

ดูเหมือนฉากทัศน์กองทุนสวัสดิการชุมชนขณะนี้จะมืดมน แต่อย่างไรก็ตาม ฉากทัศน์ในอนาคตจะเปลี่ยนแปลงหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของกองทุนฯ หากกองทุนฯสามารถปรับกระบวนคิดและวางแผนระยะยาวโดยคำนึงถึงปัญหาทัศนคติของสมาชิกที่มีต่อกองทุนฯ การวางแผนบริหารจัดการการเงินการลงทุน และการก้าวเข้ามาของสังคมสูงวัย ผู้วิจัยก็เชื่อมั่นว่ากองทุนฯสามารถดำเนินการไปได้อย่างยั่งยืนด้วย 4 เครื่องมือสำคัญคือการเพิ่มเงินออมสมาชิกให้มากกว่าวันละบาท การหาผู้เชี่ยวชาญมาแนะนำการลงทุนรูปแบบอื่นๆ ที่ดีกว่าการฝากเงินธนาคารหรือการซื้อสลาก การประกาศลดจำนวนเงิน/ตัดสวัสดิการบางรายการที่ไม่จำเป็นออกไป หรือสุดท้ายคือ การยืดเวลาการจ่ายสวัสดิการที่มีความเสี่ยงสูงสุด (สวัสดิการกรณีการเสียชีวิต) ออกไปให้นานขึ้น

ทั้งหมดนี้ล้วนแต่เป็นเครื่องมือที่ยังรอการตัดสินใจจากคณะกรรมการและสมาชิกกองทุนฯ ในฐานะผู้กำหนดฉากทัศน์สุดท้าย ณ ปลายอุโมงค์ของกองทุนสวัสดิการชุมชนว่าจะเป็นเช่นไร