วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ดับไฟใต้...อย่าหลงทาง

เมื่อวานมีการประชุม กอ.รมน.เพื่อบูรณาการแผนงาน และงบประมาณการแก้ไขปัญหา จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปี 2558

โดยมีผู้แทนจาก 17 กระทรวง 66 หน่วยงาน รวมทั้งศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต.เข้าร่วม ที่กองบัญชาการกองทัพบก

เนื้อหาสาระของการประชุมเน้นเรื่องการกำหนดแนวทางพิจารณาจัดทำแผนงานและงบประมาณ ในปีงบประมาณ 2558 โดยหน่วยงานที่เป็นแม่งานหลักในภารกิจดับไฟใต้ คือ กอ.รมน. กับ ศอ.บต.

ตามข่าวระบุว่า กอ.รมน. ซึ่งในพื้นที่คือ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า รับผิดชอบเรื่องการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

ศอ.บต.และส่วนราชการอื่น เน้นแผนงานเพื่อแก้ไขปัญหาเร่งด่วนเฉพาะหน้าที่มีผลต่อการยกระดับคุณภาพชีวิต ศักยภาพคน โครงสร้างพื้นฐาน ระบบการศึกษาที่สอดคล้องกับวิถีชีวิต และพัฒนาศักยภาพแรงงานในพื้นที่

ในแง่ของการจัดโครงสร้าง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่งประชุมกันตกผลึกไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว รวมทั้งประเด็นการสานต่อกระบวนการพูดคุยสันติภาพกับกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐในชื่อขบวนการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นบีอาร์เอ็น หรือ พูโล

ถือเป็นการขยับเขยื้อนเคลื่อนตัวของภาครัฐ ในบริบทการแก้ไขปัญหาชายแดนใต้ที่เหมือนๆ กันแทบทุกครั้งตลอดกว่า 10 ปีที่ผ่านมาในวาระของการเปลี่ยนรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลพลเรือนจากการเลือกตั้ง หรือคณะนายทหารที่ทำการยึดอำนาจก็ตาม

ที่ผ่านๆ มาก็ทำกันแบบนี้ พูดคล้ายๆ กันอย่างนี้ แนวทางก็เหมือนๆ กัน คำถามง่ายๆ แบบกำปั้นทุบดินก็คือ เมื่อทุกอย่างเกือบจะเหมือนเดิม และที่ผ่านมามันก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จ แล้วการปรับครั้งนี้มันจะสำเร็จหรือ?

ตรวจสอบผลงานดับไฟใต้ย้อนกลับไปของฝ่ายความมั่นคง โดยมากจะเน้นที่ "ตัวเลข" จำนวนเหตุรุนแรง ซึ่งแน่นอนว่าตัวเลขอาจอธิบายอะไรได้บางอย่าง แต่ไม่สามารถอธิบายได้ทุกอย่าง

ตลอดหลายเดือนตั้งแต่มีวิกฤติการเมืองจากการชุมนุมของ กปปส.และคนเสื้อแดง แทบไม่มีหน่วยงานใดพูดถึงปัญหาภาคใต้ นอกจากการต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เมื่อจะกล่าวอ้างถึงสถานการณ์ ก็มักหยิบยก "ตัวเลข" จำนวนเหตุรุนแรงขึ้นมา ซึ่งภาพใน 4-5 ปีหลัง ลดลงอย่างมากจากช่วงปี 2548-2550 แต่ก็ไม่ได้ลดต่ำลงกว่านี้ คือสถานการณ์ดูทรงๆ

ยิ่งช่วงไหนไม่มีเหตุรุนแรงขนาดใหญ่ ประเภทคาร์บอมบ์ในเขตเมือง ก็แทบไม่มีข่าวสารจากชายแดนใต้ ส่วนเหตุฆ่ารายวัน ซึ่งโดยมากเป็นเหตุยิงด้วยอาวุธปืน ส่วนหนึ่งถูกจัดกลุ่มให้เป็นเรื่องของการล้างแค้นส่วนตัว ผลประโยชน์ และการเมืองท้องถิ่น มีการอ้างว่าคดีความมั่นคงมีเพียง 3-5% ของคดีอาญาที่เกิดขึ้นทั้งหมดในพื้นที่

เมื่อคิดแบบนี้ ความตายจึงกลายเป็นเรื่องธรรมดา แต่ละชีวิตที่ต้องดับดิ้นไปแทบไม่เป็นข่าว แทบไม่มีใครพูดถึงพวกเขา...

เมื่อวันเสาร์ที่ 21 มิ.ย. คนร้ายยิง ลุงเชย กับป้าเพ็ญ ไกรแก้ว สองสามีภรรยาวัยเกือบ 60 ปี เสียชีวิตที่ อ.แม่ลาน จ.ปัตตานี โดยเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้านั้นที่อำเภอเดียวกันนี้เพิ่งมีการจัดพิธีทำบุญร้อยวันให้กับผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์คนร้ายกราดยิงเข้าใส่พระสงฆ์และชาวบ้านขณะกำลังตักบาตร คนที่สูญเสียมีทั้งพระ หญิงชรา และเด็ก

วันอาทิตย์ที่ 15 มิ.ย. คนร้ายยิงถล่มร้านชำริมถนนในพื้นที่ ต.ทรายขาว อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ทำให้ เกศนี ร่มเกศแก้ว อายุ 44 ปี เสียชีวิต และยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 2 คน

เกศนี เป็นโปลิโอตั้งแต่เด็ก แต่เธอไม่ท้อกับชีวิต รับจ้างทำงานทุกอย่าง แม้แต่รับถอนผมหงอกให้ชาวบ้านแลกเงิน

คำถามคือ คนร้ายถูกปลูกฝังอะไรถึงได้โหดร้ายขนาดฆ่าพระ คนแก่ เด็ก ผู้หญิง หรือแม้แต่คนพิการ

เช่นเดียวกัน ทหารหาญจากภาคอื่นที่ลงไปปฏิบัติหน้าที่ชายแดนใต้ และต้องไปสละชีพเพื่อชาติแทบจะรายวัน ก็กลายเป็นเรื่องธรรมดา

ทุกวันนี้ตามวัดวาอารามในภาคอีสานและภาคเหนือ มีซุ้มบูชาหรือเจดีย์เล็กๆ ที่ครอบครัวญาติมิตรสร้างเพื่อไว้อาลัยและเป็นอนุสรณ์แด่ทหารตำรวจที่ลงไปพลีชีพ ณ ปลายด้ามขวานมากมาย เห็นแล้วน่าสลดใจ

ทุกครั้งที่ทหาร ตำรวจตาย เพราะถูกยิง ถูกระเบิด คนในพื้นที่เฉยๆ ไม่ได้รู้สึกเสียใจ หรือต้องออกมาต่อต้านประณามโจรเหมือนกับที่โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 พยายามทำและพยายามสร้างกระแส

เกิดอะไรขึ้นกับความรู้สึกนึกคิดของคนที่นั่น จึงไม่เห็นว่าทหารตำรวจที่ไปตาย ก็มีพ่อแม่ ลูกเมีย และเขาก็คือลูกหลานของคนที่อาศัยอยู่ร่วมแผ่นดินที่เรียกว่าไทย

นี่คือหัวใจสำคัญที่สุดของการแก้ไขปัญหาชายแดนใต้ หากไม่ตั้งต้นที่การ "เปลี่ยนความคิด" ของผู้คนที่นั่นให้ได้... การจัดโครงสร้างใหม่ กำหนดแผนงานหรือทุ่มงบประมาณลงไปมากเท่าไรก็ป่วยการ