วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

อาชีวะเวียดนาม อีกธุรกิจที่น่าสนใจ

ใกล้เข้าสู่การเป็นประชาคมศก.อาเซียนเข้ามาทุกขณะบริษัทที่ยังลังเลน่าจะเริ่มสร้างความชัดเจนในทิศทางองค์กรได้แล้ว

ว่าจะมีวิธีตั้งรับหรือแสวงหาโอกาสจากการไหลเวียนของสินค้า บริการ และบุคลากรข้ามชาติได้อย่างไร

ประเทศหนึ่งที่หลายฝ่ายให้ความสนใจได้แก่ “เวียดนาม” ซึ่งในระยะเวลาที่ผ่านมามีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างสูงจากนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจ

“โด่ย เหมย” ปี 2529 ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระดับโครงสร้าง อาทิ การเพิ่มความสำคัญของภาคอุตสาหกรรมและภาคการบริการทั้งในด้านสัดส่วนรายได้ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) และการจ้างงาน ส่งผลต่อการปรับตัวลดลงของระดับความยากจน การเพิ่มขึ้นของผลิตภาพแรงงาน (Labor Productivity) อันเป็นผลจากการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานภาคเกษตรและการโยกย้ายแรงงานสู่ภาคส่วนที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญอีกส่วนหนึ่งคือการลงทุนจากต่างชาติ

สำหรับธุรกิจไทยที่คิดเข้าไปดำเนินการในเวียดนาม นอกจากต้องคำนึงถึงทรัพยากรด้านการผลิตและการค้า ยังควรพิจารณาทรัพยากรมนุษย์ประกอบกัน เพราะเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนได้หรือไม่

ปัจจุบันพบว่าเวียดนามกำลังประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานทักษะ แม้จะมีโอกาสจากจำนวนประชากรในวัยทำงานที่มีมากมายแต่คนจำนวนมากยังขาดการศึกษาและการฝึกอบรมที่สอดคล้องกับความต้องการแรงงานในตลาด หนึ่งในหัวใจสำคัญของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมเวียดนามในช่วงปี 2554-2563 จึงได้แก่การยกระดับคุณภาพทรัพยากรบุคคลเพื่อเพิ่มความสามารถทางการแข่งขันโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับอาชีวศึกษา

นอกจากนั้น รัฐบาลเวียดนามยังส่งเสริมให้ต่างชาติเข้าไปลงทุนเพื่อการจัดการฝึกอบรมและการก่อตั้งสถาบันด้วยนโยบายสนับสนุนหลายประการ ธุรกิจอาชีวศึกษาจึงเป็นที่น่าสนใจเพื่อการทำงานตอบโจทย์ทั้งการผลิตบุคลากรของบริษัทและการสร้างผลกำไรจากการดำเนินงานด้วยขนาดตลาดที่เพิ่มมากขึ้นจากประมาณ 900,000 คน (อยู่กับสถานศึกษาเอกชน 170,000 คน) ในปี 2544 เป็น 1,860,000 คน (อยู่กับสถานศึกษาเอกชน 700,000 คน) ในปี 2554 ทั้งนี้ เวียดนามยังมีจำนวนสถานศึกษาอยู่จำกัด และลักษณะการดำเนินงานยังคงเป็นแบบการศึกษาในสถาบัน (School-based Education) และการฝึกอบรม ไม่มีการจัดการศึกษาแบบทวิภาคี (Dual System)

ข้อควรพิจารณาหลักได้แก่ยุทธศาสตร์การพัฒนางานอาชีวศึกษาปี ค.ศ. 2011-2020 ที่ครอบคลุมประเด็นสำคัญ ได้แก่ การพัฒนา เกณฑ์คุณสมบัติและทักษะ National Vocation Qualification Framework (NVQF) เพื่อสนับสนุนการวางหลักสูตรที่สอดรับกับความต้องการในตลาดแรงงาน ด้านการบริหารจัดการ มีการทบทวนกฎระเบียบต่างๆ พร้อมนโยบายที่ช่วยดึงดูดบุคลากรผู้สอน สนับสนุนการกระจายอำนาจ สร้างการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน นำเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ใช้กระตุ้นให้มีจำนวนผู้เข้าเรียนเพิ่มขึ้น และสนับสนุนทุนเพื่อปรับการทำงานของสถาบันการศึกษา ที่สำคัญต้องมีการปรับทัศนคติในสังคม จากเดิมที่ยังคงมีภาพลักษณ์ต่อการศึกษาสายอาชีพว่าขาดความก้าวหน้า ไม่ทัดเทียมการเรียนต่อในสายสามัญ

ด้านบุคลากรยังให้กำหนดมาตรฐานพร้อมการจัดฝึกอบรมเพื่อพัฒนาทักษะความสามารถ และมีการพัฒนาหลักสูตรกับตำราที่สอดรับกับทักษะที่ระบุไว้ ประกอบกับการจัดสถานที่และอุปกรณ์การสอนที่เหมาะสม ในการดำเนินงานยังต้องมีการควบคุมคุณภาพ (Quality Assurance) สร้างการรับรอง (Accreditation) โปรแกรมการเรียนและสถาบัน ให้มีทั้งกระบวนการทำงานและผลลัพธ์สอดคล้องกับมาตรฐานที่วางไว้

ในการดำเนินการรัฐบาลเวียดนามให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงกับภาคธุรกิจ เพื่อตอบโจทย์ช่องว่างระหว่างทักษะที่ได้จากการศึกษากับทักษะที่ตลาดแรงงานต้องการ โดยอาจเป็นการทำความร่วมมือให้ภาคธุรกิจสนับสนุนข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลง เงื่อนไขการทำงาน เพื่อใช้ปรับหลักสูตร รวมถึงข้อมูลด้านอัตราค่าจ้าง เกณฑ์การรับพนักงานและการประเมินผลการทำงาน ภาคธุรกิจยังอาจร่วมมือกับสถาบันช่วยจัดการศึกษา สนับสนุนทรัพยากร เช่น เครื่องมืออุปกรณ์ประกอบการสอน หรือในบางแห่งจัดฝึกอบรมและขยายผลเป็นหน่วยงานหรือสถาบันของตนเอง พร้อมกันนี้ยังมี ความร่วมมือระดับสากล โดยเฉพาะกับองค์ความรู้ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เช่น เชิงเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ส่งเสริมการทำงานแบบทวิภาคีกับหน่วยงานข้ามชาติ และปรับข้อกฎหมายที่ดึงดูดความสนใจต่างชาติให้เข้ามาร่วมลงทุนพัฒนา

ปัจจัยเหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงโอกาสทางธุรกิจอาชีวศึกษาที่น่าสนใจในเวียดนาม ขณะเดียวกันก็ต้องศึกษาเพิ่มเติมถึงข้อจำกัดจากการมีหลายหน่วยงานเกี่ยวข้องทำให้ขาดความเป็นเอกภาพและปัญหาคุณภาพบุคลากรผู้สอนและผู้บริหารสถาบันที่ส่วนใหญ่ยังคงอ้างอิงหลักสูตรและวิธีการสอนแบบดั้งเดิมไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมและเศรษฐกิจ แต่ก็เช่นเดียวกันกับการทำธุรกิจทั่วไปที่มีด้านโอกาสก็มีด้านอุปสรรคควบคู่กัน

ส่วนใครจะตัดสินใจอย่างไรคงขึ้นอยู่ที่การประเมินความพร้อมของตนเองว่าจะเข้าไปทำอะไรในจังหวะไหนดี แต่ที่แน่ๆ ภาษิตเวียดนามว่า “ก๋อ จี๋ ถี่ เนน” คนที่มีเจตจำนงอันแน่วแน่ จึงจะประสบความสำเร็จ