วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เมื่อความมั่งคั่งกระจุกตัวอย่างนี้ การปฏิรูปก็บรรลุเป้าหมายไม่ได้

การปฏิรูปสังคมไทย ให้เกิดความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำอย่างเป็นรูปธรรมประการหนึ่ง คือ

ปัญหา “การถือครองที่ดินกระจุกตัว” เฉพาะคนไม่กี่กลุ่มในประเทศ ที่กลายเป็นความไม่เท่าเทียม และการเอารัดเอาเปรียบอย่างเห็นได้ชัดเจนมาตลอด

เศรษฐีไม่กี่ตระกูลในประเทศนี้ เป็นเจ้าของที่ดินรวมกันแล้วมากกว่าคนไทยทั่วไปเกือบครึ่งประเทศ

นอกจากนั้น ยังมีหลักฐานยืนยันว่า นักการเมืองประจำพรรคการเมืองใหญ่ ก็ถือครองที่ดินจำนวนมาก จนเห็นได้ชัดถึงความผิดปกติของสังคม ที่เรียกร้องความเป็นธรรมกันมาตลอด ทั้งๆ ที่ความไม่ชอบมาพากลนั้นเกิดขึ้นใต้ตอนี่เอง

งานวิจัยเรื่อง “การกระจุกตัวของความมั่งคั่งในสังคมไทย” โดย ดร.ดวงมณี เลาวกุล อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า 11 พรรคการเมือง ถือครองที่ดินถึง 3.57 หมื่นไร่ มูลค่ารวมถึง 1.56 หมื่นล้านบาท

ข้อมูลจากรายงานชิ้นนี้ ที่ปรากฏในหนังสือพิมพ์ “ประชาชาติ” สัปดาห์นี้ บอกว่านักการเมืองที่ถือครองที่ดินจำนวนมากนั้น อันดับที่หนึ่ง คือ พรรคเพื่อไทย ตามมาด้วยพรรคประชาธิปัตย์

ข้อมูลนี้ไม่ได้มาจากไหน หากแต่รวบรวมจากรายงานของนักการเมือง 507 คน จาก 11 พรรคการเมือง ที่แจ้งทรัพย์สินกับ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดยนักการเมืองถือครองที่ดินมากที่สุด มีประมาณ 2,000 ไร่ และ น้อยที่สุด 13 ตารางวา

ที่ว่าเป็นห่วงมาก ก็คือ ผลวิจัยชิ้นนี้พบว่า ระหว่างกลุ่มที่ถือครองที่ดินมากที่สุด และ น้อยที่สุดแตกต่างกันถึง 325.7 เท่า

ในภาพรวม ผู้ถือครองที่ดินตั้งแต่ 1 ตารางวา ถึง 1 ไร่ มีสัดส่วนรวมกัน 50.1% หรือเกือบ 8 ล้านราย

แปลว่า คนไทยครึ่งหนึ่งมีที่ดินไม่เกิน 1 ไร่

และ 1.8% หรือ 2.85 แสนราย ถือครองที่ดินไม่เกิน 10 ตารางวา เท่านั้น

จึงเป็นคำถามในสังคมไทยมาตลอดว่า นักการเมืองที่อาสามาแก้ปัญหาบ้านเมืองนั้น จะจริงจังกับการผลักดันร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่ต่างประเทศเรียกว่า Property Tax หรือไม่ เพราะหากว่าผ่านเป็นกฎหมาย กลุ่มของตนจะเป็นผู้ต้องเสียประโยชน์มากกว่าประชาชนทั่วไป

เมื่อข่าวบอกว่า สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ได้เสนอ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้พิจารณาผ่านกฎหมายฉบับนี้ เพื่อทดแทนภาษีบำรุงท้องที่และภาษีโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้มาช้านาน จึงน่าสนใจอย่างยิ่งว่า การ “ปฏิวัติ” การเมืองครั้งนี้ จะนำไปสู่การ “ปฏิรูป” สังคม ให้เกิดความเท่าเทียมกันระหว่างคนร่ำรวย ผู้มีอำนาจ และ ความมั่งคั่งกับชนชั้นกลาง และชาวรากหญ้า ได้อย่างแท้จริง หรือไม่

เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า สาเหตุแห่งความขัดแย้งของสังคมไทย ประการหนึ่งนั้น คือ การที่นักการเมืองและกลุ่มธุรกิจยักษ์ใช้ทุน และการกระจุกตัวของความมั่งคั่งนี้ กำหนดชะตากรรมของคนไทยส่วนอื่นๆ ให้การเมืองเดินไปตามแนวทางที่ตนต้องการ

สอดคล้องกับสัจธรรมที่ว่า ชนชั้นใดปกครองบ้านเมือง ชนชั้นนั้นก็ออกกฎหมายเพื่อพวกตนเท่านั้น

เพราะว่า กฎหมายไทยเอื้อให้คนมีทุน สร้างความได้เปรียบต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด กฎหมายส่งเสริมให้ความไม่เท่าเทียมดำรงอยู่ และช่องว่างระหว่างคนมีกับคนไม่มีกว้างขึ้น ภาษีที่ดินและภาษีมรดกไม่เคยผ่านขั้นตอนการพิจารณาของฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ

ที่ผ่านมา มีแต่ “ลีลาท่าที” และ “วาทกรรม” เรื่องจะเก็บภาษีคนรวยเพื่อช่วยคนจน แต่ในทางปฏิบัติไม่เคยสามารถทำให้คนถือครองที่ดินจำนวนมาก ต้องเสียภาษีสำหรับที่ดินว่างเปล่าที่ไม่ได้ถูกใช้ประโยชน์ อย่างจริงจัง

คนมีที่ดินมากอยู่แล้วไม่หยุดขยายการถือครอง มีแต่จะซื้อเพิ่มทั้งด้วยเงินและการบีบบังคับด้วยวิธีการต่างๆ จนกลายเป็นข่าวคราวในทางลบ เหมือนประหนึ่งว่าสังคมไทยยอมให้คนมีเงิน อำนาจ บารมี กระทำต่อคนธรรมดาที่มีเงินทุนน้อยกว่า อำนาจต่อรองอ่อนกว่าเสมอมา

และยังไม่มีทีท่าว่าปัญหาเช่นว่านี้จะลดน้อยถอยลงไปได้ หากไม่มีการ “ยกเครื่อง” กติกาและกฎหมาย รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

ความมั่งคั่งกระจุกตัวเช่นนี้แหละ ที่ทำให้คนมีเงินซื้อความจงรักภักดีด้วยแนวทางประชานิยม และ อ้าง “เสียงส่วนใหญ่” ในสภา เพื่อออกกฎหมายและดำเนินนโยบาย ที่เอื้อต่อกลุ่มตนต่อไป อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

และอ้างว่า นี่คือ “ประชาธิปไตย” ที่ทุกคนแสวงหา

ทั้งๆ ที่ นี่คือ “ธนาธิปไตย” ในคราบของป้ายโฆษณาตัวใหญ่ๆ ว่า “ประชาธิปไตย”

ตราบเท่าที่ความมั่งคั่งยังกระจุกตัวอยู่เช่นนี้ การปฏิรูปบ้านเมืองก็เกิดขึ้นไม่ได้ เพราะว่า “ประชาธิปไตย” ที่แท้จริง ย่อมหมายถึง การลดความเหลื่อมล้ำต่ำสูง และการกระจายการครองสิทธิในทรัพย์สินให้กว้างขวาง และเท่าเทียม กว่าที่เราเห็นอยู่ในประเทศไทยวันนี้

นี่คือ อีกหนึ่งความท้าทายต่อ คสช. นาทีนี้ และนี่ควรจะเป็นหัวข้อต้นๆ ของ “วาระแห่งชาติ” ของการเปลี่ยนผ่านสู่ “ประเทศไทยโฉมใหม่” อย่างมี...นัยสำคัญยิ่ง