ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ความคิดที่ล้ำหน้าเพื่อแก้ปัญหาล้าสมัย ของในหลวงก้าวสู่สังคมโลก และบทสรุปที่ทุกภาคส่วนต้องเข้าใจได้ง่าย
ซึ่งจะทำให้ปัญหาต่างๆ ที่ซ้ำซากหมดไป ขอน้อมเกล้าฯอัญเชิญปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อการพัฒนาประเทศไทยอย่างยั่งยืนเป็นการเริ่มต้นข้อเสนอแนะ
ผลสะท้อนจากการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นเวลาหลายปี ได้เกิดความคิดริเริ่มของเศรษฐกิจพอเพียง โดยมุ่งเน้นเกี่ยวกับวิธีการเพิ่มความสามารถของสังคมไทยที่จะสนับสนุน การพึ่งตัวเองหรือความเชื่อมั่นในตัวเอง ไม่ใช่การอยู่อย่างโดดเดี่ยว ไม่ใช่การพยุงไว้ซึ่งความยากแค้น บางทีคำว่า “พอเพียง” ไม่เพียงพอที่จะอธิบายความคิดริเริ่มของท่าน พอเพียงไม่ได้หมายความเพียงว่า “พอ” แต่ยังหมายถึงการพึ่งพาตนเองและความเป็นอิสระ มันหมายถึงการสร้างฐานที่แข็งแรงที่เราสามารถยืนได้อย่างมั่นคง มันหมายความว่าเราจะต้องเรียนรู้ที่จะยืนก่อนที่เราจะเดินหรือวิ่ง มันเป็นระบบทุนนิยมที่ชาญฉลาดและมีคุณธรรม มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับความก้าวหน้าและการพัฒนาอย่างยั่งยืน มันเป็นเรื่องของความสุขและความสมดุลในชีวิต
มันอยู่นอกเหนือความเศร้าว่าในขณะที่ดัชนีเศรษฐกิจปัจจุบัน จีดีพีต่อหัวของประชากรของเราอยู่ที่มากกว่า 5,000 ดอลลาร์ แต่ 38% ของประชากรของเราจะจะรู้สึกว่าตัวเองโชคดีถ้าพวกเขามีเงินได้มากกว่า 100 ดอลลาร์ต่อปีจากการขายพืชผลของพวกเขาทั้งหมด ในขณะที่หนี้ของพวกเขาต่อนายทุนเงินกู้เพิ่มพูนขึ้น แล้วเมื่อฤดูเพาะปลูกใหม่มาถึงก็ถึงเวลาที่พวกเขาจะต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ใหม่สำหรับไร่นาของพวกเขา เนื่องจากบริษัทยักษ์ใหญ่ได้ขายเมล็ดพันธุ์จีเอ็มโอให้กับเกษตรกร ซึ่งเมล็ดพันธุ์เหล่านี้ให้ผลผลิตที่ไม่สามารถนำมาใช้เป็นเมล็ดพันธุ์ในการเพาะปลูกครั้งต่อไป เกษตรกรเหล่านั้น จะต้องซื้อปุ๋ยและยาฆ่าแมลงที่มีราคาเพิ่มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป ในขณะที่ราคาพืชผลของพวกเขายังคงซบเซา พวกเขายากจนมากขึ้นขณะที่ทำงานหนักมากขึ้น
ประเทศไทยพ้นปากกระสือนักการเมืองที่ต้องการกู้มาโกงโดยใส่พวก mega projects ที่เรายังไม่มีความจำเป็นต้องใช้ เช่น รถไฟความเร็วสูง เป็นต้น สิ่งที่อยากจะกราบเรียน คสช. ว่าสิ่งที่ประเทศไทยต้องการมากที่สุดเวลานี้คือน้ำครับ ภาวะโลกร้อนทำให้ฝนฟ้าตกแบบไม่ลืมหูลืมตาเป็นเวลานับเดือนแล้วก็ทิ้งช่วงไปอีกสี่ห้าเดือนจนเป็นภัยแล้งที่เราประสพอยู่ทุกวันนี้
หากทุกจังหวัดจัดหาพื้นที่ลุ่มมาทำอ่างเก็บน้ำให้ได้เหมือนอ่างเก็บน้ำลำตะคอง เวลาฝนตกหนักเราก็มีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่รองรับ เวลาหน้าแล้งเราก็เอาน้ำจากที่กักเก็บมาใช้ พอมีน้ำชีวิตชาวนาชาวสวนก็จะดีขึ้นเพราะปลูกข้าวได้ปีละสองสามครั้ง รีสอร์ทก็จะเกิดขึ้นทำให้มีการจ้างงาน สัตว์น้ำก็มีให้บริโภคตลอดปี นี่ถึงเรียกได้ว่าเป็นความมั่นคงของเศรษฐกิจชุมชน รวยแล้วค่อยหาวิธีใช้เงินคงไม่สายเกินไป
นโยบายการศึกษา
1. ทำไมเด็กต้องไปเรียนพิเศษกวดวิชา ทั้งๆ ที่ต้องแบกกระเป๋าหนักเกือบ 20 กิโลไปโรงเรียนทุกวัน
2. คุณภาพของครู เก่งหรือไม่เก่ง เรียนเลขตั้งแต่ป.1 ถึง ป.6 เพื่อใช้ในชีวิตประจำวันแต่เรียนเลข ม.1 ถึง ม.6 เพื่อใช้สอบเข้ามหาวิทยาลัยเท่านั้น
3. เครื่องแบบนักเรียนไม่จำเป็นต้องใช้ก็ได้เพื่อลดค่าใช้จ่าย
4. เน้นการพัฒนากีฬา ดนตรี ความรู้ทั่วไป และวิชาชีพให้นักเรียนแทนที่จะเน้นปริญญาบัตร
5. การเรียนเลขและคำนวณ เน้นแต่ parabola, vector ฯลฯ ซึ่งนักเรียนมองไม่เห็นถึงประโยชน์ในชีวิตประจำวัน
6. คะแนนโอเน็ตและเอเน็ตลดลงอย่างต่อเนื่อง เด็กไม่รักการอ่านหนังสือ หันไปสนใจกับการเล่นเกม Hi 5 Face Book ซึ่งผู้ปกครองและครูที่มีความรู้มีจำนวนน้อยมาก หรืออาจจะไม่มีความรู้เกี่ยวกับการใช้ internet หรืออาจจะไม่มีเวลาที่จะมาสนใจ ติดตาม ดูแลบุตรหลาน
นโยบายด้านเศรษฐกิจ
1. เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าเศรษฐกิจไทยจะถดถอยลงไปถึง 5% และจะมีคนตกงานอีกมากกว่า 2 ล้านคน อีกทั้งมีบัณฑิตที่จบการศึกษาใหม่มากถึงปีละ 300,000-400,000 คน แต่ไม่มีการลงทุนจากทางภาครัฐและเอกชนที่เพียงพอ โครงการต้นกล้าฝึกอาชีพ ก็ไม่มีความพร้อม ทำไมรัฐบาลไม่นำโครงการพระดาบส มาขยายเป็นร้อยเท่าพันเท่า เพื่อเป็นอาชีพมารองรับวิกฤติเศรษฐกิจ
2. เริ่มต้นโดยการระดมความร่วมมือจากวัด มัสยิด โบสถ์ โดยให้ศาสนสถานแต่ละแห่งฝึกอาชีพให้ชุมชน อาทิเช่น การสอนภาษาต่างประเทศ การสร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ซ่อมโทรศัพท์มือถือ ช่างไม้ ช่างประปา ช่างเครื่องเย็น ฯลฯ และในเวลาเดียวกัน พื้นที่ว่างของศาสนสถานก็สามารถที่จะใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่
3. พลิกฟื้นอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวให้เร็วที่สุด มิฉะนั้น เราจะเห็นคนตกงานจากภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอีกนับล้านคน ให้เน้นการท่องเที่ยวไทยเพื่อใช้บริการทางการแพทย์ซึ่งก้าวหน้าไปไกลมากแล้ว โดยเฉพาะในโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ อาทิเช่น โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ โรงพยาบาลกรุงเทพ ที่มีบริการเกือบครบวงจร โดยมีผู้มีความชำนาญด้านภาษารัสเซีย อาหรับ สเปน จีน เพื่อเป็นล่ามหรือผู้ประสานงานกับคนไข้ที่ไม่ได้พูดภาษาอังกฤษ
4. ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติอย่างยั่งยืน โดยมีชุมชนเป็นศูนย์กลางและมีภาครัฐเป็นผู้สนับสนุน
5. ส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศเพื่อเรียนรู้วัฒนธรรมและความแตกต่างในภาคต่างๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน
6. พลิกฟื้นวิสาหกิจชุมชน เพื่อให้เกิดความรักและความหวงแหนทรัพยากรธรรมชาติของท้องถิ่น รวมทั้งส่งเสริมให้เกิดสหกรณ์ในทุกหมู่บ้านเพื่อการผลิต และออมทรัพย์โดยใช้ระบบ GRAMEEN BANK เพื่อสนับสนุนแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง
7. ส่งเสริมการใช้ปุ๋ยธรรมชาติแทนปุ๋ยเคมีซึ่งมีราคาแพง และทำให้ดินแข็ง ซึ่งส่งผลให้ผลผลิตลดลง ใช้วัสดุธรรมชาติ เพื่อควบคุมศัตรูพืช และไม่เป็นอันตรายจากสิ่งตกค้างกับผู้บริโภค
8. สนับสนุนให้เกิดอุตสาหกรรมเพิ่มมูลค่า อาทิเช่น การนำผลไม้มาอบแห้งใส่กระป๋อง เพื่อที่จะเก็บรักษาไว้ในยามที่ผลผลิตล้นตลาดและมีราคาถูก เพื่อขายนอกฤดูในราคาที่สูงขึ้น
9. หาสายพันธุ์พืชใหม่ๆ ที่ทนแล้งและศัตรูพืช และเพิ่มผลผลิตของพืชเศรษฐกิจส่งออกที่สำคัญ อาทิเช่น ข้าว ข้าวโพด มัน และผลไม้ต่างๆ เพราะประเทศเพื่อนบ้านมีเนื้อที่ที่เหมาะแก่การเพาะปลูกข้าวน้อยกว่าไทย แต่ได้ผลผลิตมากกว่าไทยเมื่อเทียบในพื้นที่เท่ากัน
10. จัดการวางแผนด้านชลประทานและบริหารจัดการการใช้น้ำ เพื่อให้มีน้ำเพียงพอที่จะบริโภคและการเพาะปลูก
11. ปรับปรุงการขนส่งทางน้ำและระบบราง เพราะประเทศไทยยังล้าสมัยอยู่มาก ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน การเน้นการขนส่งสินค้าและผู้โดยสารจะทำให้ค่าขนส่งลดลงและกระจายความเจริญไปได้ในระยะไกล ไม่ต้องกระจุกตัวอยู่ใน กทม. หรือหัวเมืองใหญ่ๆ เท่านั้น
นโยบายด้านคุณภาพชีวิต
1. ปัจจุบันคนไทยส่วนใหญ่จะมีความเครียดจากภาวะเศรษฐกิจและความขัดแย้งในสังคม ซึ่ง 30 ชั่วโมงของการถ่ายทอดสดการอภิปรายสองสภาทางวิทยุ และโทรทัศน์ ทำให้เราเห็นได้ชัดว่าคุณภาพนักการเมืองของไทยยังย่ำอยู่กับที่และไม่พัฒนาเท่าที่ควร อีกทั้งประชาชนก็ยังไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริงของประชาธิปไตย ซึ่งไม่ได้ผูกขาดกับคนเพียงกลุ่มเดียว
2. ในยุคที่เศรษฐกิจตกต่ำเราจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่ามีอาชญากรรมเพิ่มขึ้นอย่างมาก รัฐบาลจะต้องทำให้ประชาชนเกิดความมั่นใจในชีวิตและทรัพย์สินมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
3. รัฐบาลจะต้องมีความแน่วแน่ที่จะให้กฎหมายอยู่เหนือกฎหมู่ เพราะขณะนี้ เป็นแฟชั่นไปแล้วว่าหากเกิดความไม่พอใจก็จะปิดถนน โดยไม่คำนึงถึงความทุกข์ยากของคนหมู่มาก
4. รัฐบาลต้องหันมาวิเคราะห์ว่าบัตรทองมีประโยชน์เพียงพอที่จะให้ประชาชนเข้าถึงสาธารณสุขขั้นพื้นฐานได้หรือเป็นเพียงภาพลวงตาซึ่งผู้ถือบัตรทองที่เข้ารับการรักษาพยาบาลไม่ได้คุณภาพตามที่คาดหวังไว้
5. สำหรับ 3 จังหวัดชายแดนใต้ รัฐบาลจะต้องป้องกันอำเภอเมืองให้ปลอดจากการก่อวินาศกรรม 100% เพื่อเรียกขวัญและกำลังใจของตนในพื้นที่ได้ แต่หากไม่สามารถป้องกันได้ เราจะไม่ได้รับความไว้วางใจจากคนในพื้นที่เลย
6. รัฐบาลต้องดูแลปอเนาะต่างๆ ให้สอนวิชาชีพด้วยและโต๊ะครูจะต้องได้รับการรับรองจากสำนักจุฬาราชมนตรีว่าสอนอย่างถูกต้องตามคำบัญญัติของอัล-กุรอาน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในระยะยาว
7. ปลูกป่าทดแทนให้ได้ถึง 40% ภายใน 5 ปีรวมถึงป่าชายเลน โดยมีชุมชนเป็นแกนนำและรัฐบาลสนับสนุน
8. รัฐบาลต้องให้ความสำคัญและสนับสนุนภูมิปัญญาพื้นบ้าน ซึ่งหมายถึง การนำเอาทรัพยากรความรู้และทรัพยากรบุคคลที่มีอยู่ในท้องถิ่นแต่ละแห่งมาใช้พัฒนาท้องถิ่น ซึ่งอาจเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตน หรือเป็นลักษณะสากลที่หลายๆ ท้องถิ่นมีคล้ายกันก็ได้ ภูมิปัญญาพื้นบ้านในแต่ละท้องถิ่นเกิดจากการที่ชาวบ้านแสวงหาความรู้เพื่อเอาชนะอุปสรรคทางธรรมชาติ ภูมิปัญญาพื้นบ้านจึงเป็นทุนทางสังคมที่จำเป็นในการดำรงชีวิตที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและวิถีชีวิตชาวบ้าน
นโยบายพลังงาน/คมนาคม
1. ประเทศไทยจะต้องผลักดันให้ใช้พลังงานทดแทนน้ำมันให้ได้ถึง 1/3 ของความต้องการภายใน 5 ปี และ 50% ของความต้องการภายใน 10 ปี ซึ่งหมายความว่า เราอาจจะต้องใช้พลังงานนิวเคลียร์เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อรองรับอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจ และไม่ต้องพึ่งพลังงานจากน้ำมันและถ่านหินมากจนต้องผูกอนาคตไว้กับความไม่แน่นอนของประเทศคู่ค้าและราคาที่มีแนวโน้มสูงขึ้นตลอดเวลา
2. รัฐบาลจะต้องให้ความสำคัญและพัฒนาระบบการขนส่งทางน้ำโดยการขุดลอกแม่น้ำลำคลองรวมทั้งขุดคลองใหม่ๆ เพื่อเชื่อมต่อเป็นระบบวงแหวน เพื่อการขนส่งและการคมนาคม ควรจะเริ่มโครงการรถไฟความเร็วสูง เพื่อให้ผู้โดยสารสามารถเดินทางด้วยความรวดเร็วและปลอดภัย เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศอีกทางหนึ่ง
ศูนย์การศึกษายุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ตระหนักถึงภาระที่หนักอึ้งของรัฐบาลในภาวการณ์ถดถอยทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงและภาวะแทรกซ้อนทางการเมืองที่ซ้ำเติมทำให้การแก้ไขยากยิ่งขึ้น จึงได้รวบรวมข้อมูลต่างๆ ข้างต้น เพื่อเสนอแนะแนวทางการแก้ไข ซึ่งอาจจะเป็นประโยชน์กับทางรัฐบาลไม่มากก็น้อย
ความสำเร็จของการแก้ปัญหาในวันนี้ให้ลุล่วงไป ยังไม่ใช่ความสำเร็จเต็มรูปแบบ แต่ความสำเร็จที่แท้จริงคือจะทำอย่างไรเมื่อวานนี้ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำซากอีกในวันนี้ ผมเขียนบทความนี้ตั้งแต่ปี 2007 แต่เราก็ยังย่ำอยู่กับที่หลังจาก 7 ปีผ่านไป






