กำลังจะครบรอบหนึ่งเดือนของการรัฐประหารยึดอำนาจการปกครองของทหารในวันนี้ สรุปบรรยากาศโดยรวมได้ว่า ประชาชนดูจะมีความสุขมากขึ้น
ตามคำมั่นสัญญาว่าจะคืนความสุขให้กับประชาชน สิ่งที่ทำให้ประชาชนมีความพึงพอใจมากๆ ก็คือ ประเทศกลับคืนสู่ความสงบจากการชุมนุมประท้วงของฝ่ายต่างๆ ที่ยืดเยื้อจนเกือบเกิดความรุนแรง คสช. สามารถคืนเงินค่ารับจำนำข้าวให้แก่ชาวนาจำนวนประมาณ 800,000 ครัวเรือนเป็นวงเงินประมาณ 92,000 ล้านบาทให้แล้วเสร็จได้ภายในระยะเวลา 1 เดือน (22 มิถุนายน) ภายหลังการรอคอยมายาวนานร่วมครึ่งปี จึงได้เห็นภาพชาวนายิ้มทั้งน้ำตาด้วยความดีใจ ซึ่งคิดว่าประชาชนทั้งประเทศจะดีใจกับชาวนาด้วย เงินก้อนนี้สำคัญมากสำหรับพวกเขาที่จะถูกนำไปใช้จ่ายต่อให้เกิดเงินหมุนเวียนต่อเนื่องในระบบเศรษฐกิจเกิดขึ้น
ในทางเศรษฐกิจแล้วเงินจำนวนดังกล่าวไม่ได้มากมายเลย แต่มีพลังคือพลิกฟื้นความเชื่อมั่นของประชาชนให้กลับคืนมา ล่าสุดผลการสำรวจพบว่าระดับความเชื่อมั่นของประชาชนสูงสุดในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา เมื่อประเทศกลับคืนสู่ความสงบจะทำให้ประชาชนกล้าที่จะจับจ่ายใช้สอยและกล้าที่จะลงทุนกันอีกครั้งหนึ่ง (สัดส่วนการบริโภคของครัวเรือนคิดเป็นร้อยละ 54 ของ GDP) ดังจะเห็นได้ว่าหน่วยงานต่างๆ ได้พิจารณาทบทวนประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจสำหรับปีนี้ใหม่หลังจากที่ได้ปรับลดลงก่อนหน้านั้นลงมาอยู่ที่เฉลี่ยเพียงร้อยละ 2-2.5
นอกจากนี้ยังมีมาตรการในการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ที่ยุติการปรับขึ้นราคาก๊าซแอลพีจี ที่ใช้กับรถแท็กซี่และใช้หุงต้มในครัวเรือน พร้อมกับขยายระยะเวลาการคงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ที่ร้อยละ 7 ออกไปจนถึงสิ้นปี (จากเดิมที่มีข่าวว่ารัฐบาลจะปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นร้อยละ 10 เนื่องจากไม่มีเงินสำหรับมาใช้จ่าย) รวมถึงการปรับโครงสร้างราคาพลังงานที่สร้างความหวังว่าราคาน้ำมันจะถูกลงกว่าในปัจจุบันนี้
สำหรับเม็ดเงินก้อนที่สำคัญก็คือ เงินงบประมาณปี 2558 ที่ได้เริ่มมีกระบวนการจัดทำขึ้นแล้วและจะมีผลเริ่มใช้จ่ายได้ทันกำหนดในวันที่ 1 ตุลาคม ศกนี้ ที่มีวงเงินงบประมาณ 2.6 ล้านล้านบาท และเป็นการจัดสรรงบประมาณแบบขาดดุลวงเงิน 250,000 ล้านบาท ซึ่งหาก คสช. หรือรัฐบาลที่คาดว่าจะมีรัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศภายในเดือนกันยายนนี้ จะมีควบคุมการใช้จ่ายเงินให้ไม่มีความรั่วไหลได้แล้วจากเดิมมีการชักหัวคิวหรือโกงกินที่พูดกันว่ามีสัดส่วนสูงถึง 30-50% แล้ว เศรษฐกิจไทยก็น่าจะเติบโตได้ในอัตรากว่าร้อยละ 4 ในปี 2558 นี้ ควบคู่ไปกับการส่งออกและการลงทุนที่เดินหน้าได้
แต่อย่างไรก็ตาม คสช. เองยังเผชิญกับปัจจัยท้าทายอยู่อีกหลายประการ โดยเฉพาะการสร้างความปรองดองของคนในชาติ เพราะการจัดงานต่างๆ ที่ให้คนมาร่วมกิจกรรมบันเทิงร่วมกันคงจะไม่สามารถทำให้คนไทยที่มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันสุดขั้วจะหันหน้าเข้าหากันได้ในระยะเวลาสั้นๆ สิ่งเหล่านี้จะต้องใช้เวลา และรากเหง้าของระบบเดิมๆ ยังฝังอยู่ตามหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรอิสระ ที่จะต้องมีการสะสางหรือปฏิรูป หรือการปรับโครงสร้างองค์กรอีกหลายๆ แห่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากแต่จำเป็นต้องทำหากต้องการให้ประเทศมีความเจริญก้าวหน้าที่ยั่งยืน ประสบการณ์การรัฐประหารที่พูดกันว่าเสียของในปี 2549 คงจะเป็นบทเรียนที่ดีที่ต้องเรียนรู้ไม่ให้เกิดซ้ำอีก
สิ่งท้าทายอีกประการที่ประชาชนยังต้องการเห็นก็คือ การดำเนินคดีกับผู้ประพฤติผิดทั้งการฆ่าทำร้ายประชาชน นักการเมืองและข้าราชการที่ทุจริตคอร์รัปชัน ที่เราต้องการเห็นกระบวนการยุติธรรมนี้ให้มีความเป็นธรรมและเท่าเทียมกัน ซึ่งกระบวนการยุติธรรมทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำจะต้องเป็นที่พึ่งพาของประชาชนได้ กระบวนการทำงานขององค์กรอิสระต่างๆ และศาล ควรจะพัฒนาให้ใช้เวลาสั้นและมีความกระชับ เพราะความยุติธรรมที่มาช้าก็คือความอยุติธรรม ต้องยอมรับว่าในอดีตที่ผ่านมา นักการเมืองหรือข้าราชการส่วนหนึ่งที่ประพฤติเพราะไม่มีความเกรงกลัวต่อกฎหมายเพราะการดำเนินคดีต่างๆ ใช้เวลายาวนาน โดยเฉพาะหากอยู่ในอำนาจแล้วคดีต่างๆ ก็จะไม่มีความคืบหน้า
ปัจจัยทางด้านลบของการรัฐประหารก็คือ การต่อต้านรัฐประหารของทหารของประเทศในกลุ่มตะวันตกโดยการประกาศตัดความช่วยเหลือต่างๆ ที่มีจำนวนเพียงน้อยนิด เพราะจากขาดความรู้ความเข้าใจในวัฒนธรรมการเมืองของไทย รวมทั้งบริบทของประชาธิปไตยที่ผูกเอาไว้กับการเลือกตั้งไม่ลืมหูลืมตา ที่แม้แต่สื่อหนังสือพิมพ์ในแคนาดาเองยังลงข่าวผิดๆ ว่าเกิดรัฐประหารที่ไต้หวัน (เขาแยกไม่ออกระหว่างประเทศไทยและไต้หวัน) แต่ประเทศเพื่อนบ้านในเอเชีย ทั้งจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้และอาเซียนไม่ได้มีการต่อต้านการรัฐประหารในประเทศไทยเลย มีเพียงการเตือนให้ประชาชนของเขาระมัดระวังความปลอดภัย เพราะมีความใกล้ชิดและเข้าใจกับการเมืองของประเทศไทยที่มีแนวคิดการบริหารจัดการประเทศที่แตกต่างจากประเทศตะวันตก ซึ่งหน่วยงานต่างๆ จะต้องทำงานหนักในการชี้แจงทำความเข้าใจกับประเทศเหล่านั้น






