วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เทคโนโลยีกับอนาคตคนไทย

ผู้เขียนได้มีโอกาสเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนักเทคโนโลยีสารสนเทศนักปรัชญา และนักวิทยาศาสตร์การแพทย์ชื่อดังของประเทศ

ในประเด็นเทคโนโลยีที่จะกระทบต่อชีวิตคนไทยในอนาคต ได้ข้อสรุปและขอเล่าสู่กันฟังดังนี้

ในอีก 20 ปีข้างหน้า ดร.ไกรศร จิตธรธรรม นักคอมพิวเตอร์รุ่นเก๋าจากเชียงใหม่สรุปว่า เทคโนโลยีสารสนเทศที่จะมีบทบาทอย่างสำคัญต่อชีวิตมนุษย์ ได้แก่ (1) เทคโนโลยีเฝ้าติดตาม (Surveillance) กลุ่มเป้าหมาย โดยอาศัยเทคโนโลยีการดักฟังข้อความทางโทรศัพท์และเข้าถึงข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต เพื่อให้ทราบถึงเนื้อหาสาระของการติดต่อสื่อสารรวมทั้งตำแหน่งของกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเทคโนโลยี Biometric รุ่นใหม่ ซึ่งแตกต่างจากเดิมที่ใช้ตรวจสอบบุคคลโดยการสแกนลายนิ้วมือและม่านตาแต่เทคโนโลยีรุ่นใหม่นี้จะสามารถสแกนอวัยวะทุกส่วน ดังนั้น แม้อาชญากรจะคลุมหน้า แต่ระบบก็จะสามารถสแกนกะโหลก แล้วบันทึกไว้ หากบุคคลคนเดียวกันนี้ไปผ่านเครื่องสแกนที่อื่น เช่น ช็อปปิ้ง มอลล์ เครื่องก็จะตรวจสอบกับฐานข้อมูลที่บันทึกไว้ และจะสามารถพิสูจน์บุคคลได้ว่าเป็นคนคนเดียวกันหรือไม่ ซึ่งเป็นข้อดีที่จะทำให้การป้องปรามการก่อการร้ายได้ผลดียิ่งขึ้น เรื่องนี้น่าจะทำให้ความรุนแรงของปัญหาไฟใต้น้อยลงเพราะจะสามารถจับผู้ก่อการร้ายได้ง่ายและมากขึ้น

(2) เทคโนโลยีวิเคราะห์ข้อมูลขนาดยักษ์ (Big data) ซึ่งสามารถใช้ระบบวิเคราะห์ข้อมูลจากพฤติกรรมการตัดสินใจจำนวนมหาศาล เช่น การวิเคราะห์จากความถี่โทรศัพท์เพื่อหาข้อมูลเครือข่าย ข้อมูลการขายสินค้าในไฮเปอร์มาร์เก็ตเพื่อจัดวางสินค้าที่ขายพ่วงได้ ข้อมูลขึ้นลงของเที่ยวบินและการขายสินค้าในท่าอากาศยาน เพื่อวิเคราะห์การเลือกซื้อสินค้าของนักท่องเที่ยวจากประเทศต่างๆ ข้อมูลการถอนและฝากเงิน ฯลฯ และ (3) เทคโนโลยีสมองกล เมื่อระบบคอมพิวเตอร์มีความก้าวหน้ามากยิ่งขึ้นแล้วก็มีการพัฒนาสมองของคอมพิวเตอร์ให้ทำงานได้เหมือนสมองของมนุษย์ที่มีนิวรอนและการเชื่อมต่อของนิวรอน ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างเทคโนโลยีสมองกลที่มีการเรียนรู้ที่ซับซ้อนขึ้น สามารถฟังแล้วเข้าใจ (เช่นแปลภาษาได้ใกล้เคียงกับล่ามชั้นหนึ่ง) สามารถเห็นแล้วเข้าใจ (เช่น ช่วยขับรถให้คนตาบอด) หรือเป็นผู้เชี่ยวชาญที่สามารถตอบปัญหาหรือให้คำปรึกษาเฉพาะด้านได้ดีกว่ามนุษย์หรือเป็นอายุรแพทย์ที่มีความชำนาญเฉพาะทาง

ส่วนอาจารย์โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์ นักปรัชญาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมองว่า ต่อไปเทคโนโลยีจะกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับมนุษย์ เช่น Google glass เป็นนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่บูรณาการโทรศัพท์สมาร์ทโฟนกับแว่นตาเข้าด้วยกัน ทำให้เราสามารถเห็นภาพในจอของโทรศัพท์ได้ตลอดเวลาแต่ไม่ต้องถือโทรศัพท์ และสามารถป้อนคำสั่งทางวาจาให้โปรแกรมทำงานได้ ทั้งนี้บริษัทกูเกิลซึ่งเป็นเจ้าของนวัตกรรมนี้มุ่งผลิตเพื่อตลาดโดยรวมและเริ่มมีการจำหน่ายแบบจำกัดช่วงเวลาแล้วตั้งแต่วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2557 ในสหรัฐอเมริกา ด้วยราคาประมาณ 1,500 ดอลลาร์ ด้วยศักยภาพที่โดดเด่นแต่ราคาเป็นระดับที่คนส่วนใหญ่เข้าถึงได้ ทำให้มีแนวโน้มว่า Google glass จะเป็นที่แพร่หลายทั่วไปในไม่ช้านี้และเราไม่จำเป็นต้องพกพาโทรศัพท์มือถืออีกต่อไป

Google glass ถือเป็นตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมที่แสดงให้เห็นลักษณะของเทคโนโลยีในอนาคตอันใกล้นี้ว่าจะอยู่ใกล้ชิดจนแทบจะเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายเรา และในอนาคตอาจหลอมรวมกับร่างกายมนุษย์จนเป็นเนื้อเดียวโดยอาศัยการฝังชิพ ฯลฯ การติดต่อสื่อสารทางโทรศัพท์ การถ่ายรูป ส่งรูป แชร์รูปไปยังเครือข่ายทางสังคม ฯลฯ ก็จะทำไปอย่างอัตโนมัติเหมือนกับว่าเป็นภารกิจสามัญที่ร่างกายมนุษย์ต้องทำแต่ขณะเดียวกันกลับเป็นการ “เพิ่มขีดความสามารถของมนุษย์” (Human enhancement) คือยกระดับความสามารถของร่างกายมนุษย์ให้ทำในสิ่งที่ไม่เคยทำได้มาก่อน

ในด้านการแพทย์ ศ.ดร.ยง ภู่วรวรรณ ชี้ให้เห็นว่า ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทำให้การรักษาพยาบาลมีความเที่ยงตรงมากขึ้น ผู้ที่เป็นโรคเดียวกันอาจจะได้รับยาขนานไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับแผนที่ทางพันธุกรรม อวัยวะบางส่วนจะสามารถเปลี่ยนได้โดยการใช้เซลล์ต้นกำเนิด การรักษาพยาบาลโดยวิธีผ่าตัดใหญ่จะลดลง ด้วยอานิสงส์ของนาโนเทคโนโลยีจะมีการใช้ยานขนาดเล็กจิ๋วเข้าไปในเส้นเลือดหรือส่วนต่างๆ ของร่างกายเพื่อไปจัดการกับต้นตอของปัญหาที่เกิดขึ้นหรือแม้แต่โรคเอดส์ก็อาจจะลดลงมาก หรือหมดไป เพราะมนุษย์อาจเลิกมีเพศสัมพันธ์ทางกายแต่หันไปใช้จินตภาพแทน

ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ ปัญหาที่เรียกว่าช่องว่างทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (Digital divide) จะทำให้ความเหลื่อมล้ำในสังคมมากขึ้น ประเทศพัฒนาแล้วจะได้เปรียบประเทศยากจนทั้งในด้านการค้าการบริการ การลงทุน เนื่องมาจากความสามารถในใช้ข้อมูลซึ่งผู้ด้อยพัฒนากว่าเข้าไม่ถึง จึงสามารถดูดเอาโภคทรัพย์ของโลกไปยังประเทศตนเองได้มากกว่า คนรวยอาจมีอายุขัยเฉลี่ยถึง 120 ปี เพราะสามารถปรับอวัยวะใหม่ ลูกคนรวยจะมีพันธุกรรมที่เหนือชั้นกว่าลูกคนจนโดยการตัดแต่งพันธุกรรมก่อนคลอด คนรวยจะมีโอกาสใช้ทรัพยากรได้มากขึ้นและนานขึ้น

เทคโนโลยีก็เหมือนไฟ มีทั้งคุณอนันต์และโทษมหันต์สุดแต่ผู้ใช้ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีอาจก่อให้เกิดปัญหาด้านจริยธรรมได้ เช่น การขโมยข้อมูล การนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อดักฟัง ลอบถ่ายภาพที่เป็นส่วนตัว อาชญากรที่มีความรู้ด้านเทคโนโลยีก็เป็นอาชญากรที่เหนือชั้นกว่าอาชญากรทั่วไปฯลฯแต่ปัญหาที่สำคัญที่สุดนั้น อาจารย์โสรัจจ์สรุปได้อย่างสะใจว่า “ปัญหาที่จะเกิดขึ้นไม่ใช่ปัญหาสังคมแบบเดิมๆ ที่เราเคยพบอีกต่อไปแล้ว แต่จะเป็นปัญหาที่ลงลึกไปถึงความเป็นมนุษย์ซึ่งไม่เท่ากัน เกิดมนุษย์ 2 แบบที่ทำอะไรได้ไม่เท่ากัน ไม่ใช่เรื่องช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยที่เราคุ้นเคยเท่านั้น แต่จะเป็นเรื่องของการมีมนุษย์ 2 ประเภทไปเลย…..”

ถ้าอยากเป็นมนุษย์เหนือมนุษย์ก็ต้องรีบเก็บออมกันตั้งแต่วันนี้ จะได้นำมาเป็นทุนผ่าตัดถ่ายเซลล์เปลี่ยนเซลล์ให้เป็นหนุ่มหล่อแบบเจมส์จิหรือจะเป็นสาวสวยเหมือนพลอยเฌอมาลย์ได้ตอนแก่นะคะ!!

สำหรับผู้ที่สนใจฟังอาจารย์โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์ และความก้าวหน้าเกี่ยวกับเทคโนโลยีของไทย สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานประชุมสุดยอดมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ ครั้งที่ 3 ซึ่งจัดโดยสำนักบริหารโครงการส่งเสริมการวิจัยในอุดมศึกษาและพัฒนามหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ ในวันที่ 1 ส.ค. 2557 นี้ได้ฟรีที่ http://www.nrusummit3.org/