วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ทฤษฎี "สามก้อนเส้า"

ค่อนข้างชัดแล้วว่า "คณะรักษาความสงบแห่งชาติ" (คสช.) จะครองอำนาจเต็มในฐานะ "รัฏฐาธิปัตย์" ใช้อำนาจอธิปไตย

ทั้งด้านบริหารและนิติบัญญัติ ในอีกไม่เกินเดือน ก.ย. เพราะปลายเดือน ส.ค. ก็น่าจะมีธรรมนูญการปกครอง ตามด้วยการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) รวมเวลาแล้วประมาณ 4 เดือนเศษ จัดว่ายาวนานกว่า คมช.ของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตนสิน

000 ถ้าเปรียบเทียบกับ "คณะปฏิวัติ" ของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เมื่อ 20 ตุลาคม 2501 ใช้เวลา 3 เดือน 8 วัน (จาก 20 ตุลาคม 2501 ถึง 28 มกราคม 2502) จึงมีธรรมนูญการปกครองฯ และมีสภาฯ มีนายกรัฐมนตรีในอีกไม่กี่วันถัดมา ซึ่งใน พ.ศ.โน้น "จอมพลสฤษดิ์" ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

000 ดั่งที่ทราบกัน "จอมพลสฤษดิ์" ออกแบบ "ระบอบประชาธิปไตยแบบไทย" ในรูปแบบ "ฝ่ายบริหาร" มีอำนาจเหนือ "ฝ่ายนิติบัญญัติ" ซึ่งจอมพลสฤษดิ์เห็นว่า ประเทศควรแบ่งออกเป็นสามชั้นคือ "รัฐ/รัฐบาล ข้าราชการ และประชาชน" หรือ "ทฤษฎีอำนาจสามก้อนเส้า" โดยเว้นวรรคอำนาจนิติบัญญัติสักระยะหนึ่ง

000 ข้าราชการทั้งหลาย จึงต้องเป็นผู้รับใช้รัฐบาล ดังคำปราศรัยของจอมพลสฤษดิ์ ที่ได้ไว้ให้แก่ข้าราชการท้องถิ่นว่า ตั้งแต่โบราณมาก็ถือว่า เจ้าบ้านผ่านเมืองเป็นหูเป็นตาของรัฐบาล ซึ่งคำโบราณพูดว่า "ต่างหูต่างตา" เหมือนสมัยโบราณของไทยเรา ยังมีตำแหน่ง "ข้าหลวงต่างใจ" หมายความว่า พวกข้าหลวงผู้ว่าราชการจังหวัด ยังต้องเป็นดวงใจที่จะนึกคิดแทนรัฐบาลที่อยู่ห่างไกลอีกด้วย

000 ย้อนไปอ่านเรื่องการปลุกจิตสำนึก "ข้าราชการ" ให้ลุกขึ้นยืนเป็น "ต่างหูต่างตา" ให้กับรัฐไทยในอดีต ทำให้นึกถึงคำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ที่พูดกับหัวหน้าส่วนราชการ ในเรื่องการทำงบประมาณปี 2558 ว่า "ผมทราบมาว่ามีการไปปรึกษาคนเก่าๆ ขอให้มาปรึกษาผม ไม่ต้องไปปรึกษาคนนอก" อันแปลความหมายได้ว่า ข้าราชการไม่ต้องกลัวอิทธิพลบารมีของ "นักเลือกตั้ง" อีกต่อไปแล้ว

000 นักวิเคราะห์การเมืองประเมินว่า "พิมพ์เขียว" ในการสร้างข้าราชการสายพันธุ์ใหม่ ใต้ร่ม "รัฐรวมศูนย์" และไม่ยอมอยู่ใต้อำนาจ "นักเลือกตั้ง" ซึ่งแนวคิดของ "บิ๊กตู่" มีความใกล้เคียงกับยุคสมัย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี

000 ใช้วิกฤตให้เป็นโอกาส กสทช. ได้ฉวยจังหวะจากการที่ คสช.สั่งระงับการออกอากาศของสถานี "วิทยุชุมชน" ทั่วประเทศ ดำเนินการล้างไพ่ โดยออกเงื่อนไขใหม่ให้สถานีวิทยุกระจายเสียงที่ได้รับใบอนุญาต ที่มีกว่า 5,000 สถานี กลับมาออกอากาศได้ ภายใต้กฎ "1 นิติบุคคล ต่อ 1 สถานี ต่อ 1 จังหวัด" ไม่มีต่อรอง

000 ก่อนออกอากาศ กองทัพภาคและสำนักงาน กสทช.เขต จะจัดการประชุมชี้แจงกับผู้ทดลองประกอบกิจการ ให้คุมเข้ม "เนื้อหา" ที่ออกอากาศ ซึ่งต้องเป็นไปตามประกาศ คสช. คือ ห้ามยุยง ปลุกปั่น วิพากษ์วิจารณ์การเมือง ตรงนี้แหละเป็นโจทย์ที่ยาก

000 ส่วนสถานี "วิทยุชุมชนเถื่อน" กว่า 3,000 สถานี จะกลับมาออกอากาศไม่ได้ เนื่องจากพ้นช่วงที่ กสทช. เปิดให้ขอใบอนุญาตเพื่อทดลองประกอบกิจการ จึงถือว่าเป็น "สถานีเถื่อน" ตั้งแต่แรกเลย และประเมินกันว่า กสทช.อยากลงดาบวิทยุชุมชนเถื่อนมานานแล้ว แต่ไม่มีอำนาจมากพอที่จะเข้ามาจัดระเบียบ

000 พ้นจากเดือน ก.ย.ไป ก็ต้องกลับมาเกาะติดสถานการณ์ว่า นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี จะมีหน้าตาเป็นฉันใด และรับกันได้หรือเปล่า?