วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

อุดมการณ์บนเส้นขนาน

ปรากฏการณ์ "ควบคุมอำนาจ" 22 พฤษภาคม 2557 ก่อให้เกิดความขัดแย้งทางอุดมการณ์ ของคนรุ่นเดียวกัน

ไม่ต่างจากวันที่"ปากกระบอกปืนรถถังเสียบดอกไม้"เมื่อ19กันยายน2549

คนรุ่นเดียวกันในที่นี้ ย่อมหมายถึง"คนเดือนตุลา"ซึ่งในการรัฐประหารครั้งล่าสุดนี้ คู่ขัดแย้งกลับไม่ใช่เกิดจากนักเคลื่อนไหวมวลชน"ตุลาเหลือง-ตุลาแดง"หรือ"ตุลาฟ้า-ตุลาแดง"

อุบัติเหตุทางความคิดกลับย้ายไปสู่เวที"คนวรรณกรรม"ที่อาจกล่าวได้ว่าเป็น"คนรุ่นก่อน14ตุลา"คือเป็นคนรุ่นที่"ขบถ"ต่อสายลมแสงแดด มาสู่ยุค"ฉันจึงมาหาความหมาย"

ความจริงร่องรอยความขัดแย้ง มันก่อรูปขึ้นมาตั้งแต่ช่วง"ม็อบมวลมหาประชาชน"และมาระเบิดตอนที่"คณะทหาร"เข้าควบคุมอำนาจ

"คนรุ่นก่อน14ตุลา"จำนวนไม่น้อย ที่ยึดหลักการ"ดี-ชั่ว"จึงรับไม่ได้กับการกอบโกยโกงกิน โดยเฉพาะคำว่า"ทุนสามานย์"นั้นเป็นศัตรูที่ร้ายกาจ

ขณะที่คนรุ่นเดียวกัน ยังยึดหลักการ"ประชาธิปไตย-เผด็จการ"เหมือนในอดีต และแสดงการต่อต้านการทำรัฐประหารในทันที

ในงานวิจัยของ กนกรัตน์ เลิศชูสกุล ที่ว่าด้วย"การรื้อฟื้นและการก่อร่างสร้างตัวของความเป็นคนเดือนตุลาฯ จากนักศึกษาฝ่ายซ้ายผู้พ่ายแพ้ สู่คนเดือนตุลาฯ นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยแห่งทศวรรษ1970"ได้อธิบายถึงการเปลี่ยนแปลงทางอุดมการณ์ของคนรุ่นนั้นไว้อย่างน่าสนใจ

"กนกรัตน์"ชี้ว่า คนเดือนตุลารื้อฟื้น และก่อร่างสร้างภาพขึ้นใหม่ในงาน25ปี14ตุลา ทำให้เกิดมายาคติว่า"คนเดือนตุลา"ต้องมีอุดมการณ์เหมือนกัน มาจากเบ้าหลอมเดียวกัน

จริงๆ แล้ว มันหาเป็นเช่นนั้นไม่?"นักศึกษาปัญญาชน" เมื่อ 40 ปีที่แล้ว มีอุดมการณ์เดียวกัน และเป็นที่มุ่งหวัง เพียงช่วงระยะ 6-7 ปีคือ ช่วงก่อนเข้าป่า และอยู่ในป่า

หากคนรุ่นนั้น ไม่หลอกตัวเอง ก็ต้องยอมรับความจริงว่า อุดมการณ์ที่ฝันใฝ่ได้พังทลายลงต่อหน้า เหลือแต่ความหดหู่ สิ้นหวัง ว่างเปล่า ซึ่งในเวลาต่อมาแต่ละคนก็มีวิถีของตน แล้วแต่ใครไขว่คว้าอะไรเป็นที่ยึดเหนี่ยว

เมื่อเกิด "ปรากฏการณ์สนธิ" ปี 2549 คนรุ่นนั้นก็เลือกที่จะร่วมขบวนโค่นระบอบทักษิณ และขบวนการคนเสื้อเหลืองเกิดปัญหาขัดแย้งภายใน พวกเขาก็แยกตัวออกจากกลุ่มเดิมมาเฝ้ารอขบวนการใหม่

ไม่แปลกที่คนรุ่นนั้นจะวิ่งไปตามขบวนการมวลมหาประชาชน และเลือกหนทาง "ปฏิรูปประเทศไทย" ในแบบที่ "กำนันสุเทพ" เสนอ

ตรงกันข้าม คนรุ่นนั้นที่เชื่อในอุดมการณ์ประชาธิปไตย ก็พากันขึ้น "รถไฟสายเสื้อแดง" ด้วยคิดว่ามันจะไปถึงจุดหมายปลายทางที่เรียกว่า"ประชาธิปไตยประชาชน"

มันเป็นตลกร้ายทางประวัติศาสตร์ เมื่อคนรุ่นนั้นที่เดินทางไปกับขบวนคนเสื้อแดง ยังหวังที่จะเห็น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถือธงประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ

ทำนองเดียวกันที่คนรุ่นนั้นในฝ่ายไม่เอาระบอบทักษิณ ได้หันไปหวังพึ่งชนชั้นนำ "ขุนศึกขุนนาง" ที่สร้าง "ประชาธิปไตยแบบไทย" ขึ้นในสังคมไทย

ที่ตลกร้ายยิ่งกว่า เมื่อ "คณะทหาร" เตรียมสถาปนา "ประชาธิปไตยแบบไทย" ฝ่ายไม่เอาระบอบทักษิณ เริ่มออกอาการผิดหวัง และไร้หวังต่อการขจัดระบอบทุนสามานย์

จริงๆ แล้ว อุดมการณ์ทหารไทย ไม่เคยเปลี่ยน นับแต่การรัฐประหาร 2490 ซึ่งจอมพลผิน ชุณหะวัน ได้กรุยทางประชาธิปไตยแบบไทย ที่มีคณะทหารเป็นใหญ่ แต่ก็ยังลุ่มๆ ดอนๆ

การรัฐประหาร 2501 ของจอมพลสฤษดิ์ จึงได้ตอกเสาเข็ม "ประชาธิปไตยแบบไทย" ให้ฝังลึกจนยากที่สั่นไหว แม้ในวันที่พายุโลกาภิวัตน์กระหน่ำ

มาถึงชั่วโมงนี้ คนรุ่นนั้นที่กวักมือเรียกทหารออกมายึดอำนาจ กลับหันรีหันขวาง เพราะเดาทางไม่ออกว่า คณะทหารจะเลือกแนวทางปฏิรูป ที่พวกเขาถือพิมพ์เขียวอยู่ในมือหรือเปล่า?

ที่แน่ๆ คณะทหาร คสช.เดินหน้าไปตามโรดแมพ "ปฏิรูปสีเขียว" และสรุปบทเรียนจาก 9 ปีที่แล้ว "เมื่อทำเอง ก็ต้องเล่นเอง" ไม่ปล่อยอำนาจหลุดลอยไปจากมือ