ความน่าสนใจขององค์กรระดับชาติของไต้หวัน ITRI อยู่ตรงมีพันธกิจที่ชัดเจน นั่นคือ การสร้างธุรกิจใหม่บนฐานของการสร้างเทคโนโลยีของตนเอง
ผมเป็นพวกที่เชื่ออย่างบริสุทธ์ใจว่า การพัฒนาประเทศชาติจะไม่สามารถรุดหน้าได้ หากปราศจากการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีภายในประเทศ เมื่อสิบกว่าปีก่อน ผมเรียนรู้ด้วยความเศร้าใจว่า นักศึกษาที่เรียนสายวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะวิชาชีพครูที่สอนทางด้านวิทยาศาสตร์นั้น มีลดน้อยถอยลงจนน่าใจหาย มิหนำซ้ำคะแนนของนักศึกษาที่เรียนในคณะเหล่านั้น ต่ำกว่าสาขาอื่นโดยเฉลี่ยค่อนข้างมาก ซึ่งย่อมกระทบต่อคุณภาพของการศึกษาไทยในระยะยาว
เวลานี้เป็นช่วงของความสงบในบ้านเมือง หัวข้อเรื่องที่ควรพูดกันล้วนแล้วแต่เป็นภาพใหญ่ของประเทศ เราควรเดินอย่างไรต่อ จะไปทางไหน และต้องทำอะไร
ทว่า มิติของการพัฒนาที่ผ่านมา ได้พูดถึงการสร้างเทคโนโลยีภายในประเทศกันน้อยเหลือเกิน เพราะเราถนัดกับการซื้อเทคโนโลยีมากกว่า นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้คนไทยสามารถดูหนังพร้อมคนในประเทศที่สร้างหนังได้ สามารถซื้ออุปกรณ์สื่อสารรุ่นใหม่ได้ในเวลาที่ไล่เลี่ยกับการเปิดตัวครั้งแรก หรือสามารถมีรถยนต์โมเดลใหม่ออกได้ตลอดทุกปี โดยที่เรายังไม่เคยมีการผลิตรถยนต์สัญชาติไทยแท้จริงๆ เลยนอกจากความภูมิใจในรถตุ๊กตุ๊ก และตัวเลขการส่งออกรถยนต์ไปทั่วโลก
ความจริงแล้ว เทคโนโลยีในปัจจุบันมีสภาพเป็นของที่ไหลไปไหลมาได้อย่างไม่น่าเชื่อ ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศ เราสามารถเรียนรู้เรื่องใหม่ได้แทบจะพร้อมๆ กันทั่วโลก ความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลไม่ใช่ประเด็นปัญหาอีกต่อไป เพราะเราสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ทันสมัยล่าสุดได้แทบจะทุกที่ทุกเวลา
สิ่งเดียวที่กั้นเราระหว่างความก้าวหน้ากับการหยุดนิ่งคือ ทัศนคติ
ผมมีความเห็นว่า เรายังไม่ตระหนักถึงความจำเป็นของการสร้างชาติด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมากพอ
แน่นอนว่า เราส่วนใหญ่อยากเห็นประเทศพัฒนา แต่การพัฒนาที่ผ่านๆ มา เราใช้เครื่องมือตัวอื่นในการสูบลูกโป่งเศรษฐกิจให้โต แต่เราล่องลอยโดยไม่มีรากฐานที่มั่นคง
การลงทุนในขณะนี้จึงมีความอ่อนไหวอย่างมาก เพราะเราพึ่งพาความสามารถในการผลิตบนฐานของการมีแรงงานทักษะฝีมือที่ราคาถูก ในขณะที่ต้นทุนการผลิตโดยรวมเราสูงขึ้นทุกที่ ไม่ว่าต้นทุนทางพลังงาน ภาษี หรือวัตถุดิบ เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ลองพิจารณาว่า บริษัทสัญชาติไทยเราเองแท้ๆ ยังเที่ยวมองหาช่องทางการลงทุนในต่างประเทศ หรือย้ายฐานการลงทุนเลย แล้วต่างชาติที่มาลงทุนในบ้านเรา เขาจะไม่คิดบ้างหรือ
เสียดายที่เราไม่มีองค์กรที่เข้มแข็งมากพอจะผลักดันเรื่องข้างต้นให้เป็นจริงได้ ผมเพิ่งมีโอกาสพูดคุยกับ ดร.ลูอิส เฉิน ผู้อำนวยการศูนย์บ่มเพาะและพัฒนาธุรกิจใหม่ สถาบันวิจัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม หรือ Industrial Technology Research Institute เรียกย่อว่า ITRI (อิททรี่) ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐบาลของไต้หวัน
ITRI นั้นเป็นองค์กรระดับชาติต้นแบบที่น่าสนใจมากครับ เขามีพันธกิจที่ชัดเจนมากคือ การสร้างธุรกิจใหม่บนฐานของการสร้างเทคโนโลยีของตนเอง ที่สำคัญคือ สิ่งที่สร้างขึ้นใหม่นั้นจะต้องมีผลกระทบ หรือ impact ที่ใหญ่พอ สำคัญพอสำหรับประเทศ
เพราะฉะนั้น ITRI จะเลือกลงทุนพัฒนาในอุตสาหกรรมที่เขาเล็งเห็นแล้วว่า คุ้มที่จะลงทุนเงินก้อนใหญ่ลงไปเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีของตัวเอง แล้วจึงสร้างธุรกิจใหม่บนฐานขององค์ความรู้นั้น เศรษฐกิจของไต้หวันในช่วงสามสิบปีที่ผ่านมาจึงได้ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว บนฐานที่ใช้เทคโนโลยีภายใน ไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และกลับกันสามารถไปสร้างอุตสาหกรรมใหม่บนจีนแผ่นดินใหญ่ได้อีกด้วย
วิสัยทัศน์ของรัฐบาลไต้หวันในอดีตจึงน่านับถือมาก เพราะเขากล้าที่จะเลือกลงทุนในบางสิ่งที่ชำนาญ ไม่ใช่กระจายเงินลงทุนเป็นเบี้ยหัวแตกกับการพัฒนาเทคโนโลยีในทุกด้าน โดยสุดท้ายก็ไม่ได้มีอะไรที่เกิดมรรคผลเป็นกอบเป็นกำกลับมา
ในขณะที่ของไทยเรามีหน่วยงานที่ทำวิจัยและพัฒนามากมาย งบประมาณที่ได้ไปแต่ละปีแม้จะรวมกันแล้วมาก แต่เมื่อกระจายไปยังหน่วยงานก็เหลือไม่เยอะ แถมเรื่องวิจัยที่ทำ บางทียังซ้ำกันไปมา หรือเป็นเพียงโครงการขนาดเล็กเท่านั้น
เรื่องแบบนี้สามารถเปรียบเทียบประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการใช้งบประมาณได้ไม่ยากครับ ที่ ITRI นั้น มีสิทธิบัตรรวมกันมากกว่า 20,000 ฉบับ หรืออย่างคร่าวๆ คือ มีการยื่นจดสิทธิบัตรทุกวันๆ ละ 5 เรื่องโดยเฉลี่ย
การสร้างนวัตกรรมวันละ 5 เรื่องนั้น ไม่ใช่เรื่องธรรมดา เกมนวัตกรรมบางครั้งเป็นเรื่องเชิงปริมาณด้วย คือ ทำให้มากเข้าไว้ก่อน เพราะจะมีเรื่องที่ประสบความสำเร็จจริงไม่มากนัก พูดง่ายๆ คือ ปริมาณมาก่อนคุณภาพนั่นเอง
เราสามารถวัดประสิทธิผลในประเด็นนี้ของ ITRI ได้จากจำนวนธุรกิจใหม่ที่เขาสร้างขึ้นมาได้ จากข้อมูลที่ ดร.เฉิน เล่ามาคือ ช่วงระยะเวลาตั้งแต่ปี 1982 – 2013 นั้น ITRI สามารถก่อตั้งบริษัทได้ถึง 89 แห่ง แล้วยังสามารถถ่ายทอดเทคโนโลยีให้เอกชนภายนอกได้อีก 681 เทคโนโลยี
การสร้าง ITRI จึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ายิ่งของรัฐบาล เพราะเงินวิจัยที่รัฐทุ่มลงไป ได้ส่งผลกลับคืนมายังภาคเอกชนจริงๆ ไม่ใช่วิจัยขึ้นหิ้งไปเสียหมด ได้วุฒิทางวิชาการแต่ไม่ได้งานสู่ภาคการผลิต
การทำนวัตกรรมเป็นเรื่องของเอกชนก็จริง แต่ถ้ารัฐบาลอยากเห็นผลลัพธ์ที่รวดเร็วและชัดเจน ภาครัฐก็ควรให้ความสำคัญจริงๆ โดยการใส่งบประมาณ ทรัพยากร และกำหนดยุทธศาสตร์การวิจัยที่เหมาะสมกับประเทศ
โดยส่วนตัวผมคิดว่า วงการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไทย กำลังเดินไปสู่จุดอับแสงเหมือนกับวงการศึกษาบ้านเรา คือ ย่ำอยู่กับการสร้างเกณฑ์ กติกาต่างๆ มากมายมาวัดผล ในขณะที่สถาบันการศึกษาส่วนใหญ่ผ่านการประเมินหมด แต่คุณภาพการศึกษาโดยรวมเมื่อแข่งกับสากลกลับด้อยลงทุกที
วงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของเราจำเป็นต้องปรับตัวเองอย่างรวดเร็ว รุนแรง และเปลี่ยนทัศนคติใหม่อย่างถึงรากถึงโคนจริงๆ จึงจะสามารถเป็นที่พึ่งให้กับประเทศชาติได้ หมดเวลาของการโยนความผิดกันไปมา ถ้าจะผิดผมเชื่อว่า ผิดทุกคน ผิดทุกหน่วยงานวิจัย ผิดตลอดมาและตลอดห่วงโซ่การวิจัย
คำถามคือ เราจะรู้ตัวเมื่อไหร่ เราจะเริ่มต้นกันใหม่ได้เมื่อไหร่ แล้วเราจะก้าวไปข้างหน้าอย่างไร บนความจริงที่ว่า ทรัพยากรเรามีจำกัด ในขณะที่โลกนั้นเปลี่ยนแปลงหมุนไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วมากขึ้นทุกที
นวัตกรรมที่ดี ย่อมอาศัยเทคโนโลยีเป็นพื้นฐานสำคัญ ปราศจากความรู้ทางเทคโนโลยีที่ดีและเหมาะสมเป็นของตนเอง ตราบนั้น เราก็จะยังคงพัฒนาเศรษฐกิจบนฐานของการยืมจมูกคนอื่นหายใจกันต่อไป






