วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ความไม่เป็นธรรม ใน "ระบบภาษีบุคคลธรรมดา"

การเสียภาษีเป็นหน้าที่ของพลเมืองไทย ใครเสียภาษีได้อย่างถูกต้องถือเป็นผู้มีเกียรติ

แต่ถ้ารัฐปฏิบัติต่อผู้เสียภาษีไม่ยุติธรรม เท่ากับว่าทุกครั้งที่เขาเสียภาษี เรากำลังทำร้ายจิตใจของคนดี และผลักไสให้เขารู้สึกต่อต้านจนนำไปสู่การหลีกเลี่ยงที่จะเสียภาษีในที่สุด

หลักทั่วไปในการคำนวณเงินได้บุคคลธรรมดาเพื่อเสียภาษี เราจะเริ่มจากการหาว่าผู้มีเงินได้มีรายได้รวมเท่าไร จากนั้นให้นำไปหักกับรายจ่ายที่กฎหมายกำหนดเพื่อหารายได้สุทธิ สุดท้าย จึงคำนวณภาษีตามอัตราที่รัฐกำหนด

ในประมวลรัษฎากร มาตราที่ 40 แบ่งเงินได้พึงประเมินของบุคคลธรรมดาออกเป็น 8 ประเภท ตามลักษณะอาชีพและการทำงาน โดยแต่ละกลุ่มจะกำหนดให้หักค่าใช้จ่ายได้แตกต่างกันตามความจำเป็นที่ต้องใช้ในการประกอบอาชีพนั้นๆ เช่น มาตร 40(1) กลุ่มอาชีพลูกจ้างหรือคนกินเงินเดือน จะกำหนดให้หักค่าใช้จ่ายได้ 40% ของรายได้แต่ไม่เกิน 60,000 บาท เนื่องจากมองว่าคนกินเงินเดือนมีต้นทุนในการประกอบอาชีพเพียงการแต่งตัวไปทำงาน ค่าเดินทางและค่าอาหารกลางวัน นอกนั้นนายจ้างรับผิดชอบต้นทุนในการดำเนินงานทั้งหมด

ส่วนกลุ่มอาชีพอื่นๆ เช่น มาตรา 40(6) วิชาชีพอิสระ อาชีพที่ต้องใช้ความรู้ชั้นสูง ต้องมีใบประกอบโรคศิลป์หรือใบประกอบวิชาชีพ เช่น แพทย์ ทนายความ วิศวกร นักบัญชี ให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมา 30% มาตรา 40(7) ผู้รับเหมา ให้หักค่าใช้จ่ายได้ 70% และมาตรา 40(4) รายได้จากดอกเบี้ย หักค่าใช้จ่ายไม่ได้ เนื่องจากเงินฝากสามารถออกดอกออกผลได้เอง โดยที่เราไม่ต้องลงแรงใดๆ

กลุ่มที่เป็นที่ถกเถียงกันมากในปัจจุบันคือ มาตรา 40(2) เงินได้จากการรับทำงานให้ หรืออาจพูดได้ว่า คือผู้ประกอบอาชีพอิสระที่ไม่ได้กินเงินเดือนหรือเป็นลูกจ้าง เช่น ตัวแทน นายหน้า ผู้รับทำงานวิจัย นักเขียนโปรแกรม หรือนักจัดงานพิธีการต่างๆ (Event organizer) โดยกลุ่มนี้ ปัจจุบัน กฎหมายกำหนดให้สามารถหักค่าใช้จ่ายได้เช่นเดียวกับคนกินเงินเดือน คือ หักได้ 40% แต่ไม่เกิน 60,000 บาท ไม่ว่าพวกเขาจะมีรายได้ 3 แสนบาท, 5 แสนบาท, 1 ล้านบาทหรือ 5 ล้านบาท ซึ่งน่าจะมีที่มาจากหลักคิดที่ว่า คนกลุ่มนี้ ใช้สติปัญญา หรือสุนทรโวหารในการประกอบอาชีพ ไม่ได้มีการลงทุนในเครื่องมือเครื่องใช้อะไรมากมาย จึงสมควรหักค่าใช้จ่ายเท่ากับคนกินเงินเดือน

วิธีคิดแบบนั้นคงไม่ผิด ถ้าเป็นสมมติฐานเมื่อ 40-50 ปีที่แล้ว แต่ปัจจุบัน ในโลกธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง ผู้ประกอบอาชีพต้องแข่งขันในเรื่องของผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ การนำเสนอ และการบริการหลังการขาย จึงต้องมีการลงทุนในเครื่องมือเครื่องใช้ที่ทันสมัย มีการทำตลาด พร้อมทั้งมีการรับรองลูกค้าที่เหมาะสม ทำให้ต้นทุนในการประกอบอาชีพเพิ่มขึ้น แปรผันตามรายได้

ขอยกตัวอย่าง อาชีพตัวแทนขายประกันชีวิต หากมองกันเผินๆ พวกเขาก็เพียงใช้คารม คมคายในการเสนอขาย แต่ในความเป็นจริงของปัจจุบัน ถ้าต้องการอยู่รอดและประสบความสำเร็จ ตัวแทนมืออาชีพต้องพิถีพิถันตั้งแต่ภาพลักษณ์ภายนอกที่ต้องดูดี เสื้อผ้า เครื่องประดับ พาหนะที่ใช้ ของเยี่ยมของฝาก พร้อมกับการนำเสนออย่างมืออาชีพ ด้วยอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ทันสมัย พวกเขายังต้องหมั่นเข้ารับการอบรมในหลักสูตรต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้ก้าวทันกับเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ หากเขาต้องการมีรายได้มาก เขายิ่งต้องพบลูกค้ามาก ค่าใช้จ่ายก็ต้องเพิ่มเป็นเงาตามตัว (โปรดดูตารางเปรียบเทียบค่าใช้จ่าย)

คนประกอบอาชีพอิสระนี้ ความจริงถือเป็นคนมีศักยภาพ เขาจึงกล้าทิ้งหลักประกัน(จากบริษัท)มาทำงานอิสระ โดยมีความเชื่อว่า ถ้าเขาทุ่มเททำงานหนัก เขาควรจะมีรายได้เพิ่มขึ้นตามการทุ่มเทของเขา แทนที่รัฐจะสนับสนุนให้พลเมืองของตนขยันขันแข็ง กลับบั่นทอนกำลังใจด้วยการคิดภาษีที่ไม่เป็นธรรม เป็นการทำลายประสิทธิภาพการผลิตของชาติโดยไม่รู้ตัว

ผู้เขียนเชื่อว่า มีความขัดแย้งกันเองในวิธีคิดเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีของอาชีพอิสระนี้ กล่าวคือ เดิมบอกว่า คนกลุ่มนี้มีลักษณะใช้แรงงานหรือสติปัญญา ไม่มีต้นทุนดำเนินงานมากนัก จึงให้หักค่าใช้จ่ายได้เพียง 60,000 บาท แต่พอมีการนำระบบภาษีมูลค่าเพิ่มมาบังคับใช้ ก็ให้คนในกลุ่มนี้ที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย เมื่อถามถึงสาเหตุ ก็ได้ความว่า มีลักษณะงานคล้ายการทำธุรกิจ แต่ก็น่าสงสัยว่า ถ้าคล้ายการทำธุรกิจ ทำไมไม่ให้หักค่าใช้จ่ายเหมือนมาตรา 40(8) ผู้มีเงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์หรืออุตสาหกรรม ที่สามารถหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาที่ไม่มีเพดานหรือตามค่าใช้จ่ายจริงได้

อาจมีเจ้าหน้าที่ของกรมสรรพากรแย้งว่า ความจริง ในปัจจุบันทางกรมก็ได้เปิดช่องให้กลุ่มอาชีพอิสระที่ประกอบอาชีพในเชิงธุรกิจให้ยื่นเสียภาษีแบบ 40(8)ได้แล้ว โดยสามารถหักค่าใช้จ่ายได้ตามจริง แต่เมื่อไปดูเงื่อนไขในรายละเอียด พบว่าผู้มีเงินได้นั้นต้องจัดให้มีสำนักงาน มีลูกจ้างประจำ หรือต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม จึงจะเข้าข่ายในการยื่นเสียภาษีตามมาตรา 40(8)

คำถามคือ คนประกอบอาชีพอิสระ อย่างนักเขียนโปรแกรม นักวิจัยอิสระ ที่ไม่มีลูกจ้างประจำ ไม่มีหน้าร้าน พวกเขายังต้องลงทุนในอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ การอบรมสัมมนา หรือแม้แต่การว่าจ้างผู้ช่วยชั่วคราว (เอาท์ซอร์ซ) อยู่หรือไม่ ต้นทุนของพวกเขามีการแปรผันตามรายได้ใช่หรือไม่

หากพวกเรายังไม่ตกผลึกกับความคิดที่ว่า โลกทุกวันนี้เปลี่ยนไป จนคนที่ประกอบอาชีพอิสระต้องพัฒนาศักยภาพในทุกทางเพื่อให้สามารถแข่งขันกับคู่แข่งที่มีทั้งบุคคลธรรมดาและที่มาในรูปบริษัท คู่แข่งที่มีทั้งในประเทศและจากต่างประเทศ มันคงยากที่จะเข้าใจและสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้มีเงินได้ที่พยายามเสียภาษีให้ถูกต้อง หากรัฐตระหนักในข้อเท็จจริงนี้ รัฐก็คงจะทราบเองว่าจะคืนความยุติธรรมให้เขาเหล่านั้นได้อย่างไร

นับเป็นโอกาสที่ดีที่ทางคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้มีนโยบายที่จะปฏิรูประบบภาษีทั้งระบบให้เกิดความเป็นธรรม เพราะหากรัฐสามารถหยิบยื่นความเป็นธรรมให้ พวกเขาเหล่านั้นจะได้มีกำลังใจที่จะสร้างเนื้อสร้างตัว ทุ่มเททำงาน ทำให้เกิดผลผลิตมากกว่าที่ผ่านๆ มา สุดท้าย กรมสรรพากรก็จะสามารถเก็บภาษีได้มากขึ้นจากธุรกรรมหรือผลผลิตที่เพิ่มมากขึ้นนี้เอง