เมื่อเสียงปืนดัง กฎหมายก็ต้องเงียบเสียง ?

เมื่อเสียงปืนดัง กฎหมายก็ต้องเงียบเสียง ?

นักกฎหมายส่วนใหญ่คงเคยได้ยินภาษิตกฎหมายโรมันที่ว่า Inter arma silent leges ภาษิตบทนี้ ศาสตราจารย์พิชัยศักดิ์ หรยางกูร

แปลความไว้โดยสรุปว่า “ท่ามกลางอาวุธ กฎหมายย่อมไม่มีเสียง” หมายถึงในระหว่างสงครามหรือการจลาจล กฎหมายก็เป็นอันไม่ใช้ กล่าวคืออาจใช้วิธีการนอกกระบวนการยุติธรรมแทนกระบวนการตามกฎหมายปกติ หรืออีกสำนวนหนึ่งที่มีผู้แปลไว้อย่างเห็นภาพพจน์ก็คือ “เมื่อเสียงปืนดังขึ้น กฎหมายก็ย่อมเงียบเสียงลง”

คำกล่าวที่ว่านี้ แสดงให้เห็นว่าการใช้อำนาจแห่งอาวุธเข้ามาแทนที่กฎหมายนั้นไม่ใช่สิ่งใหม่ หากแต่เป็นวิถีปกติของสังคมมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่มนุษย์ยังอาศัยการเอาชนะกันด้วยกำลังด้วยสงครามหรือการแย่งชิงอำนาจ ในสถานการณ์เช่นนั้นย่อมเป็นเรื่องป่วยการที่จะยกเอาความถูกต้องชอบธรรมในทางกฎหมายมากล่าวอ้างกัน ดังนั้น จึงเหลือเพียงสิ่งเดียวที่จะชี้ได้ว่าอะไรคือความถูกต้อง นั่นคือ อำนาจแห่งกำลัง (ของผู้ชนะ) นั่นเอง จึงถือเป็นเรื่องที่กฎหมายต้องจำยอมหลีกทางให้กับอำนาจตามความเป็นจริง (อย่างน้อยก็ในชั่วระยะเวลาหนึ่ง) และผู้ที่กุมอำนาจนั้นไว้ได้ ก็ย่อมมีอำนาจออกกฎหรือคำสั่งต่างๆ ให้มีสภาพบังคับได้เช่นเดียวกับกฎหมายต่อไป

อย่างไรก็ดี ในเชิงปรัชญากฎหมายก็มีข้อถกเถียงมาอย่างยาวนานเช่นกันถึงเหตุผลที่ต้องยอมรับกฎหมายที่ออกโดยผู้ได้อำนาจมาด้วยวิธีการที่ไม่ชอบธรรม โดยแนวความคิดหนึ่งยืนยันว่ากฎหมายคือเรื่องของ “ความถูกต้อง” ทั้งในเชิงเนื้อหาที่ต้องมีความเป็นธรรมและเชิงกระบวนการออกกฎหมายที่ต้องเป็นไปโดยถูกต้อง ดังนั้น กฎหรือคำสั่งที่ออกโดยฝ่าฝืนหลักการดังกล่าวก็ย่อมไม่มีค่าควรแก่การเคารพ และเป็นความชอบธรรมที่ประชาชนจะปฏิเสธการปฏิบัติตามกฎหมายเช่นนั้นได้ (Civil Disobedience) ดังที่สังคมไทยมักจะคุ้นหูกับคำว่า “อารยะขัดขืน” นั่นเอง

แต่ในอีกด้าน ก็มีข้อโต้แย้งว่าเมื่อฝ่ายกำชัยชนะสามารถกุมอำนาจรัฐได้อย่างมั่นคง ก็ย่อมมีสถานะเป็น “องค์รัฏฐาธิปัตย์ (Sovereign)” มีอำนาจตามความเป็นจริงที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ (de facto) ในอันที่จะบริหารปกครองรัฐ จึงย่อมมีอำนาจออกกฎหมายต่างๆ ได้อย่างเต็มที่ ทั้งมีอำนาจลงโทษผู้ฝ่าฝืนกฎหมายที่ตนบัญญัติ รวมถึงการปราบปรามผู้ที่กระด้างกระเดื่องหรือต่อต้านอำนาจของตน การปฏิเสธอำนาจของรัฐบาลในลักษณะเช่นนี้ก็เท่ากับปฏิเสธความเป็นจริง

เมื่อพิจารณาจารีตธรรมเนียมขององค์กรศาลในเรื่องดังกล่าว จะเห็นว่าศาลไทยยืนยันหลักการตามแนวทางที่สองมาโดยตลอดนับตั้งแต่มีการรัฐประหารล้มล้างรัฐธรรมนูญเป็นครั้งแรก กล่าวคือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 45/2496 กรณีที่มีการโต้แย้งว่ารัฐธรรมนูญฯ ฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2490 ซึ่งถูกนำมาใช้บังคับภายหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2490 (ที่เรียกกันว่ารัฐธรรมนูญฉบับใต้ตุ่ม) เป็นกฎหมายที่ไม่สมบูรณ์เพราะเกิดจากอำนาจของคณะรัฐประหาร ซึ่งศาลฎีกาได้วินิจฉัยสรุปได้ว่า เมื่อคณะรัฐประหารได้ยึดอำนาจการปกครองประเทศได้เป็นผลสำเร็จ ก็ย่อมมีอำนาจที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขยกเลิกและออกกฎหมายได้ตาม “ระบบแห่งการปฏิวัติ” เพื่อบริหารประเทศต่อไปได้ รัฐธรรมนูญดังกล่าวจึงเป็นกฎหมายที่มีผลสมบูรณ์

นอกจากนี้ ยังมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1662/2505 ซึ่งวินิจฉัยว่า “เมื่อใน พ.ศ. 2501 คณะปฏิวัติได้ทำการยึดอำนาจการปกครองประเทศไทยได้เป็นผลสำเร็จ หัวหน้าคณะปฏิวัติย่อมเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบ้านเมือง ข้อความใดที่หัวหน้าคณะปฏิวัติสั่งบังคับประชาชนก็ต้องถือว่าเป็นกฎหมาย” รวมทั้งยังมีคำพิพากษาศาลฎีกาอีกหลายคดีที่วินิจฉัยในทำนองเดียวกัน จึงเป็นอันสรุปได้ว่า ศาลไทยมีแนวโน้มที่จะยืนยันว่าเมื่อคณะรัฐประหารได้กลายเป็นรัฏฐาธิปัตย์ ก็ย่อมมีอำนาจเต็มในการออกกฎหมายมาบังคับกับประชาชน และใคร ๆ ย่อมไม่อาจโต้แย้งกฎหมายเช่นว่านั้นว่าไม่สมบูรณ์ได้เลย

กระนั้นก็ตาม แม้ในช่วงเวลาแห่งการใช้กำลังก็มิใช่เป็นสภาวะที่กฎหมายต้องสิ้นเสียงไปโดยสิ้นเชิง ในทางตรงกันข้าม มนุษย์ได้พยายามสร้างหลักเกณฑ์เพื่อกำกับการใช้กำลังให้อยู่ในกรอบของความเหมาะสมเท่าที่จะเป็นไปได้ จึงเป็นที่มาของกฎหมายระหว่างประเทศที่สำคัญๆ เช่น กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ซึ่งมุ่งควบคุมการใช้กำลังในช่วงเวลาสงคราม รวมถึงหลักเกณฑ์เพื่อกำกับการใช้อำนาจขององค์รัฏฐาธิปัตย์ทั้งหลายเพื่อป้องกันการกระทำที่ล่วงละเมิดสิทธิพื้นฐานของประชาชน เช่น การเกิดขึ้นของปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ซึ่งประเทศไทยได้ร่วมลงนามรับรองมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1948 และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ซึ่งประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีและได้อนุวัติการเป็นกฎหมายภายในแล้วตั้งแต่ พ.ศ. 2540 ดังนั้น การใช้อำนาจในภาวะเบ็ดเสร็จเด็ดขาดขององค์รัฏฐาธิปัตย์จึงควรคำนึงถึงความผูกพันต่อกฎหมายระหว่างประเทศดังกล่าวนั้นด้วย หากต้องการดำรงอยู่อย่างได้รับการยอมรับจากคนในชาติและจากสังคมโลก

สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ ไม่ว่าจะมีการปกครองในระบอบใดก็ตาม หากผู้ปกครองยังคงต้องการรักษา “ความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย” ก็จำเป็นที่ต้องเข้าใจด้วยว่า การยอมรับในกฎหมายย่อมเกิดจาก “ความเคารพนับถือ” ในความชอบธรรมของกฎหมาย (และกระบวนการบังคับใช้กฎหมาย) ยิ่งกว่าจากอำนาจการข่มขู่บังคับแต่เพียงอย่างเดียว และไม่ควรลืมว่ากฎหมายนั้นแม้จะเงียบเสียงลงไปก็เป็นเพียงชั่วคราว โดยยังต้องมีวันที่จะฟื้นกลับมาเสมอ

(หมายเหตุ : ผู้เขียนได้ใช้ข้อมูลส่วนหนึ่งจากหนังสือนิติปรัชญาของท่านอาจารย์จรัญ โฆษณานันท์ แห่งมหาวิทยาลัยรามคำแหง จึงขออ้างถึงไว้ในที่นี้ด้วย)