วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ตัวช่วย

ก่อนหน้าจะถึงวันประกาศท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์ต่อการเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 ดูเหมือนว่าคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค

จะอยู่ภาวะ dilemma คิดไม่ตกว่าจะเลือกเข้าร่วมหรือบอยคอตการเลือกตั้งในครั้งนี้

ภาษากายของคุณอภิสิทธิ์บ่งบอกว่า อยู่ในภาวะตัดสินใจยากลำบากจริงๆ เพราะชั่งน้ำหนักแล้ว ไม่ว่าจะตัดสินใจเทไปทางไหนล้วนแต่มีข้อเสียที่หนักอึ้ง

จนกระทั่ง เมื่อนางอองซานซูจี ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็น “เนลสัน แมนเดลล่าแห่งเอเชีย” ได้แสดงท่าทีต่อการเลือกตั้งในพม่าที่กำหนดจะมีขึ้นในปีหน้าว่า “One should not take part in a competition which was arranged to give one side an unfair advantage”

แปลว่า วีรสตรีประชาธิปไตยตัวจริงแห่งเอเชียชาวพม่าคนนี้ อาจจะตัดสินใจไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งในปีหน้าก็เป็นได้ ถ้าหากว่าสภาพการณ์ทางการเมืองที่ดำรงอยู่จะก่อให้เกิดเงื่อนไขหรือนำไปสู่ความได้เปรียบ (ของอีกฝ่ายหนึ่ง) ที่ไม่ยุติธรรม

ท่าทีของอองซานซูจีที่อาจจะบอยคอตการเลือกตั้ง กลายเป็น “ตัวช่วย” อย่างดีทำให้คุณอภิสิทธิ์ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น เพราะอองซานซูจีช่วยเปิดทางให้เชื่อว่าการบอยคอตการเลือกตั้งเป็นสิ่งจำเป็นและมีเหตุมีผล ดังนั้น ในที่ 21 ธันวาคม 2556 คุณอภิสิทธิ์จึงได้ประกาศท่าทีอย่างชัดเจนว่า พรรคพรรคประชาธิปัตย์จะไม่ส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้งด้วยเหตุผลว่า การเมืองของประเทศไทยยังอยู่ในภาวะที่ล้มเหลวไม่มีการเปลี่ยนแปลงและกระบวนการทางประชาธิปไตยได้ถูกบิดเบือนมาอย่างต่อเนื่องโดยยังไม่มีการปฏิรูป

เพราะฉะนั้น ในความเห็นของคุณอภิสิทธิ์ (ซึ่งสอดคล้องใกล้เคียงกับโทนเสียงท่าทีของอองซานซูจี) การเลือกตั้งที่จะเป็นคำตอบได้ก็ต่อเมื่อ หนึ่ง ต้องเป็นการเลือกตั้งที่เป็นธรรม สอง ต้องเป็นการเลือกตั้งที่ประชาชนยอมรับผลการเลือกตั้งนั้น และ สาม ต้องเป็นการเลือกตั้งที่นำไปสู่ความหวังว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น

เหตุสืบเนื่องต่อมาในช่วงตลอด 6-7 เดือนของความขัดแย้งและการชุมนุมทางการเมืองอย่างเข้มข้นก็คือ การต่อสู้ทางความคิดที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างวาทกรรม “การเลือกตั้ง” และ “การปฏิรูป” เหมือนเช่นการถกเถียงไม่รู้จบว่า “ไก่กับไข่-อะไรเกิดก่อนกัน”

ฝ่ายพรรคเพื่อไทยและกลุ่มคนเสื้อแดงยืนกรานบนหลักการว่า การเลือกตั้งคือประชาธิปไตย เมื่อเลือกตั้งแล้วค่อยนำไปสู่การปฏิรูป ส่วนฝ่ายคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ก็ยืนหยัดอย่างหนักแน่นว่า ต้องปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง

พิจารณาบนหน้าเสื่ออย่างผิวเผินแล้ว ดูเหมือนว่าฝ่ายหลังจะเสียเปรียบในระดับหนึ่งและถูกมองว่า คัดค้านประชาธิปไตยเพราะต่อต้านการเลือกตั้ง จนกระทั่งเมื่อนายจอห์น คอร์รี่ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐได้กล่าวแสดงความคิดเห็นต่อปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นในหลายๆ ประเทศ รวมทั้งในประเทศไทยเมื่อช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาว่า “A democracy is not defined solely by an election”

แปลว่า เราไม่สามารถนิยามความหมายของประชาธิปไตยเพียงเฉพาะจากการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียวเท่านั้น นั่นคือ การเลือกตั้งเป็นเพียงส่วนหนึ่งไม่ใช่ส่วนทั้งหมดของคำว่าประชาธิปไตย ข้อคิดเห็นของผู้นำสหรัฐดังกล่าวดูเหมือนจะ “เข้าทาง” และกลายเป็น “ตัวช่วย” ทำให้การต่อสู้ทางการเมืองของ กปปส. มีน้ำหนักเพิ่มมากขึ้นในทันที

แต่ท่ามกลางความขัดแย้งบนวาทกรรมดังกล่าวที่ยังข้อสรุปไม่ได้ว่า สุดท้ายก็กลายเป็นทหารที่ให้คำตอบด้วยการรัฐประหารยึดอำนาจโดยปราศจากความรุนแรงและชีวิตเลือดเนื้อ แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับกรณีของอียิปต์และยูเครน

แน่นอนที่สุดว่าการปฏิวัติรัฐประหารและยึดอำนาจรัฐโดยกองทัพทหารย่อมไม่ได้รับการต้อนรับและรับรองจากกลุ่มประเทศตะวันตก ไม่ว่าการรัฐประหารนั้นจะเป็นความจำเป็นทางการเมืองมากสักแค่ไหนหรือเป็นไปเพื่อยุติเงื่อนไขที่สุ่มเสี่ยงนำไปสู่ความรุนแรงและการสูญเสียครั้งใหญ่ก็ตามแต่นับเป็นความโชคดีมากๆ ของกองทัพที่ได้ “ตัวช่วย” ถึง 2 ตัว

ตัวช่วยแรกก็คือเงื่อนไขของเวลาที่ชาวนาทั่วประเทศกำลังเดือดร้อนอย่างหนักจากโครงการจำนำข้าว ที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นโอกาสที่ “เปิด” ให้ทหารสามารถสร้างความรู้ สึก first impression หรือความประทับใจต่อ “กระดูกสันหลัง” ของประเทศอย่างเต็มๆ ชนิดที่ยากจะหาใครคัดค้านไม่เห็นด้วย ด้วยการอนุมัติเงินให้แก่เกษตรกรอย่างทันทีทันใดและเต็มเม็ดเต็มหน่วย

ดังนั้น จึงถือเป็นครั้งแรกๆ ในประวัติศาสตร์ภายหลังการทำรัฐประหาร ที่โอกาสเปิดให้ทหารสร้าง first impression หรือความประทับใจต่อ “กระดูกสันหลัง” ของประเทศอย่างเต็มๆ ชนิดที่ยากจะหาใครคัดค้านไม่เห็นด้วย ด้วยการอนุมัติเงินให้แก่เกษตรกรอย่างทันทีทันใดและเต็มเม็ดเต็มหน่วย

นอกจากจะทำให้ได้รับแรงสนับสนุนจากชาวนานับล้านครอบครัวแล้ว ก็มีเหตุให้เชื่อได้ว่าทหารระดับล่างที่เป็นกำลังพลส่วนใหญ่ก็ “เทใจ” ให้กับกองทัพด้วยเช่นกัน เพราะกำลังพลส่วนใหญ่ล้วนมาจากครอบครัวชาวนา เรียกว่าเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกทีเดียวสองตัวก็ว่าได้

ตัวช่วยตัวที่สองก็คือตัวช่วยจากต่างประเทศ ข้อเท็จจริงหนึ่งที่เราประจักษ์ก็คือว่า ภายหลังการรัฐประหารยึดอำนาจ กองทัพถูกกระแสกดดันและคัดค้านจากรัฐบาลสหรัฐอย่างหนัก ซึ่งที่ผ่านๆ มากองทัพไทยรวมทั้งรัฐบาลไทยในเกือบทุกยุคทุกสมัย ดูเหมือนว่าจะผูกติดและใกล้ชิดกับสหรัฐมากกว่ามหาอำนาจอื่นๆ โดยเฉพาะจีน

อาจจะถือเป็นครั้งแรกๆ ในประวัติศาสตร์ของการรัฐประหารที่กองทัพไทยมีท่าทีที่แข็งกร้าวและแข็งข้อต่อรัฐบาลสหรัฐอย่างชัดเจนชนิดไม่เคยปรากฏมาก่อนก็ว่าได้ และพร้อมที่จะตอบโต้และรณรงค์มาตรการ “แอนตี้ลุงแซม” แบบไม่เกรงกลัวอิทธิพลใดๆ

ถึงแม้ว่า สถานการณ์ที่ต้องเลือกระหว่าง “ไพ่วอชิงตัน” หรือ “ไพ่ปักกิ่ง” จะเป็นภาวการณ์ที่กองทัพไทยอาจจะคุ้นเคยมาก่อนในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา แต่จีนในวันนี้แตกต่างจากจีนเมื่อวันวานอย่างมหาศาล นอกเหนือจากฐานะทางเศรษฐกิจที่พัฒนาร่ำรวยอย่างรวดเร็วและมั่นคงกลายเป็นมหาอำนาจแล้ว ปัจจัยที่สำคัญมากๆ ก็คือการที่จีนและรัสเซียหันมาจับมือเป็นพันธมิตรร่วมกันคัดค้านกับสหรัฐในช่วงเวลานี้พอดีเหมาะเจาะ ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากเหตุการณ์ความขัดแย้งในยูเครน (ในกรณีของรัสเซีย) และหมู่เกาะสแปรตลีย์ (ในกรณีของจีน)

การเกิดขึ้นของ “พลังสองบวกจีน-รัสเซีย” ดังกล่าว กลายเป็นทางเลือกและ “ตัวช่วย” ที่ทรงพลังสำหรับกองทัพไทยในการต่อต้านแรงกดดันจากสหรัฐ ณ วันนี้