เหตุผลที่ต้องให้มีการปฏิรูปภาษีแบบระบบ Fast Track (ต่อจากตอนที่แล้ว)
3. สถานะการคลังของประเทศกำลังมีปัญหา รัฐบาลจำเป็นต้องหารายได้มาเพิ่ม
เพราะปัจจุบันมีผู้ที่เสียภาษีอยู่ในระบบน้อยมากๆ และยังมีผู้หนีภาษีอยู่มาก จะทำอย่างไรที่จะเพิ่มจำนวนผู้เสียภาษีที่ทำให้ผู้อยากเสียภาษีรู้สึกว่าอัตราภาษีไม่สูงเกินไปและเป็นธรรม ทั้งนี้ รัฐบาลไม่นำเงินภาษีไปใช้จ่ายในโครงการที่ก่อให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันได้
โจทย์ที่สำคัญคือ ประเทศไทยจะหามาตรการการเพิ่มจำนวนผู้เสียภาษีให้มากขึ้นได้อย่างไร
ข้อมูลจากทางการ (สำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงการคลัง และธนาคารโลก) ที่พบว่าระบบแรงงานไทยมีกว่า 35 ล้านคนจากประชากรกว่า 70 ล้านคน มีมนุษย์เงินเดือน 5.5 ล้านคน และอาชีพอิสระ หรือผู้ประกอบการค้า (รายย่อย ๆ อีก 21 ล้านคน) ซึ่งประเทศไทยน่าจะมีผู้เสียภาษี 26.5 ล้านคน มีผู้ยื่นเสียภาษีในปี 2556 ในปี 2557 (ภงด. 90/91) เพียง 10 ล้านคน (แต่มีผู้เสียภาษีเพิ่มเพียง 2 ล้านคน) และภาษีนิติบุคคลมีผู้เสียภาษีราย 1 แสนนิติบุคคล (ทั้งๆ ที่นิติบุคคลมีกว่า 3 แสน)
ผมเห็นว่าประเทศไทยต้องมีอัตราภาษีที่เป็นธรรมและส่งเสริมสมรรถภาพการแข่งขันของภาคเอกชนในประเทศโดยเฉพาะเมื่อประเทศไทยจะมีการเปิดตลาด AEC ที่สมาชิกของ AEC และ ผู้ประกอบการสามารถทำให้การเคลื่อนย้ายเงินทุนสินค้าและบริการไปยังประเทศที่มีอัตราภาษีต่ำกว่า ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะสิงคโปร์ มาเลเซีย ดังนั้น การพิจารณาลดอัตราภาษีในอัตราที่เหมาะสมจึงเป็นเรื่องสำคัญเพราะจะทำให้มีการค้าการลงทุนในประเทศเพิ่มขึ้นและจะทำให้ผู้คิดจะหนีภาษีไม่อยากทำเพราะไม่คุ้มรวมทั้งกฎหมายภาษีต้องง่ายในการปฏิบัติและรัฐควรให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้เสียภาษีเป็นการตอบแทนกรณีมีการปฏิรูปภาษีในอัตราที่เหมาะสม
4. ปัจจุบันธุรกิจ SME ของไทยซึ่งมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยโดยเฉพาะในต่างจังหวัดมีปัญหาการหนีภาษีและทำบัญชี 2 เล่ม (อันเป็นผลเนื่องจากในอดีตประเทศไทยมีอัตราภาษีที่สูง) รวมทั้งการทุจริตร่วมกันของผู้เสียภาษีกับเจ้าหน้าที่ภาครัฐทำให้รายได้เก็บได้ต่ำกว่าที่ควรเป็น แม้ปัจจุบันมีการลดอัตราภาษีนิติบุคคลเหลือ 20% เงินปันผลอีก 10% (ภาษีสุทธิรวมจึงเป็น 28%) และบุคคลธรรมดาอัตราสูงสุด 35% ผมเสนอว่าอัตราภาษีที่บริษัทสมควรจ่ายจะเป็น 20% และเก็บภาษีเงินปันผลเพียง 5% จากเดิม 10% โดยยกเลิกการเครดิตภาษีจะทำให้อัตราภาษีสุทธิของบริษัทเป็น 24% แม้จะสูงกว่าสิงคโปร์ก็ไม่มาก ทั้งนี้ อัตราภาษีอาจกำหนดขั้นบันไดของภาษีนิติบุคคล SMEเช่น หากกำไรที่ไม่เกิน 10 ล้านบาท ให้เรียกเก็บตามขั้นบันไดเริ่มจาก 5-15% และลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเหลือสูงสุด 25% และเมื่อมีการลดและปฏิรูปภาษีแล้ว รัฐบาลควรจะออกกฎหมายยกเว้นไม่ตรวจสอบภาษีย้อนหลังกับผู้ที่เสียภาษีครบถ้วนในปีภาษี 2557 รวมทั้งขยายเวลาให้ผู้เสียภาษีที่เสียภาษีไม่ครบ ยื่นเสียภาษีเพิ่มสำหรับปี 2555-2556 โดยไม่เรียกเก็บเบี้ยปรับเงินเพิ่ม
หากประเทศไทยมีอัตราภาษีเป็นธรรม การบังคับใช้กฎหมายเป็นธรรมชัดเจน ก็จะทำให้มีบุคคลและนิติบุคคลเข้ามาในระบบภาษีมากขึ้น รวมทั้งบุคคลเหล่านี้ต่างก็ยินดีที่จะปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมายโดยไม่ถูกตรวจสอบย้อนหลังก็ย่อมจะทำให้ผู้ประกอบการสามารถจะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เพื่อระดมทุนได้ ประเทศก็จะได้ประโยชน์จากความอยู่รอดของ SMEและนอกจากนั้นประชาชนที่เสียภาษีโดยถูกต้องก็ควรจะสามารถได้รับความสนับสนุนจากรัฐบาลได้อย่างเต็มที่ (ขอให้ดูบทความที่ผมเขียน "ทำไมต้องปฏิรูปภาษีเงินได้: ศึกษาต้นทุนภาษีของไทย") ทั้งนี้ เมื่อมีการลดและขยายเวลาการปรับปรุงการเสียภาษีแล้ว ควรจะมีบทลงโทษผู้หนีภาษีอย่างเคร่งครัดและรุนแรงทั้งทางแพ่งและทางอาญา
มาตรการปฏิรูปภาษี 3 ระยะ
ผมขอแบ่งข้อเสนอมาตรการปฏิรูปภาษีเป็น 3 ระยะ
1. มาตรการระยะเร่งด่วน : โดยการตราเป็นประกาศของ คสช. ให้มีผลบังคับเป็นกฎหมายโดยทันทีก่อนจะมีการจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลเพื่อสร้างความเชื่อมั่น สร้างความเป็นธรรมและส่งเสริมความเข้มแข็งตลอดจนความโปร่งใสของธุรกิจ SME เพิ่มจำนวนผู้เสียภาษีที่จะสามารถเพิ่มรายได้แก่รัฐบาล รวมทั้งปรับปรุงแก้ไขกฎหมายศุลกากร สรรพสามิต ที่เคยได้มีการศึกษามาแล้ว เช่น เรื่องรางวัลนำจับรวมทั้งจัดตั้งองค์กรการระงับข้อพิพาททางภาษีระหว่างผู้เสียภาษีอากรกับภาครัฐในกระบวนการอุทธรณ์
มาตรการนี้ควรดำเนินการภายใน 1-3 เดือน โดยขอให้นำข้อเสนอผลการศึกษาของภาครัฐและภาควิชาการที่ได้ทำมาแล้วมาให้คณะกรรมการปฏิรูปภาษีเฉพาะกิจที่ประกอบด้วยผู้แทนจากภาครัฐและเอกชน ร่วมกันพิจารณาดำเนินการตามความจำเป็นของมาตรการแต่ละเรื่องและออกเป็นประกาศให้มีผลทันที
2. มาตรการระยะกลาง : ให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการปฏิรูปภาษีแห่งชาติที่มาจากนักวิชาการ ผู้ชำนาญการจากภาครัฐและเอกชน เพื่อทำการศึกษาคัดเลือกข้อเสนอพร้อมเสนอร่างกฎหมายต่าง ๆ เช่น กฎหมายภาษีทรัพย์สิน ภาษีสิ่งแวดล้อม ภาษีศุลกากร สรรพสามิต ให้รัฐบาลและสภานิติบัญญัติเพื่อตราเป็นกฎหมายก่อนมีการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลใหม่และคณะกรรมการทำหน้าที่ยกร่างประมวลรัษฎากรใหม่โดยควรใช้ร่างกฎหมายประเทศสิงคโปร์ในการยกร่าง รวมทั้งการปรับปรุงกฎหมาย ศุลกากร สรรพสามิต ภาษีทรัพย์สิน และภาษีอื่น ๆ ขึ้นมาใหม่เพื่อให้ทันสมัยและสอดรับกับการเปิดเสรี AECทั้งที่ให้นำประกาศกฎหมายที่เคยยกร่างและประกาศตามมาตรการระยะเร่งด่วนข้างต้นมาพิจารณา ปรับปรุงแก้ไขให้สมบูรณ์ มาตรการระยะกลางนี้ควรดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 6-12 เดือน (สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ควรเป็นเลขานุการของคณะกรรมการชุดนี้)
3. มาตรการระยะยาว : ให้มีการจัดตั้งหน่วยงานจัดเก็บภาษีที่เป็นอิสระปราศจากการแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองเพื่อสร้างความเข้มแข็งของระบบการคลังของประเทศอย่างถาวรและยั่งยืนโดยพร้อมให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ โดยองค์กรนี้ไม่ตกเป็นเครื่องมือของนักการเมืองและป้องกันไม่ให้ใช้อำนาจตามอำเภอใจ เพื่อแสวงหาประโยชน์จากผู้ประกอบการหรือผู้เสียภาษีที่สุจริตและให้คณะกรรมการปฏิรูปภาษีแห่งชาติแปลงบทบาทเป็นองค์กรปฏิรูปภาษีแห่งชาติ ทำหน้าที่พิจารณาแก้ไขกฎหมายอย่างต่อเนื่องและเป็นสถาบันให้ความรู้แก่ข้าราชการ ประชาชน และเป็นองค์กรคานอำนาจกับหน่วยงานจัดเก็บภาษีอิสระและการลงทุนในระบบ IT ในการจัดเก็บภาษีทุกระบบอย่างสมบูรณ์
ผมขอเสนอมาตรการปฏิรูปภาษีแบบมาตรการเร่งด่วน (Fast Rack) และมาตรการระยะกลาง 7 เรื่อง เพื่อประกอบการพิจารณาดังนี้คือ
1. มาตรการเร่งด่วนของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
ผมมีข้อเสนอเรื่องการปฏิรูปภาษีบุคคลธรรมดา (มาตรการระยะเร่งด่วนในข้อ 1.1-1.4) ดังนี้
1.1 แก้ไขอัตราภาษีบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลไทยอยู่ในอัตราเดียวกันและไม่สูงเกินไป เช่น ไม่เกิน 25% และเรียกเก็บขั้นบันไดจาก 3, 5, 10, 15, 20 และ 25% (โดยยกเลิกภาษีเงินปันผลหรือลดภาษีเงินปันผลลงเหลือ 5%) เพื่อบรรเทาภาระภาษี ผู้มีรายได้น้อยและเพิ่มมาตรการเพิ่มจำนวนผู้เสียภาษีให้มากขึ้น
1.2 แก้ไข ปรับปรุงเพิ่มการหักค่าใช้จ่าย ค่าลดหย่อนตามจริง โดยไม่เกิน 40% ของเงินได้ โดยอาจแบ่ง 30% แรกให้มีสิทธิหักค่าใช้จ่าย โดยกำหนดให้ผู้เสียภาษีหาใบเสร็จหรือใบกำกับภาษีมาใช้เพื่อกรมสรรพากรสามารถจะไปตรวจสอบกับผู้มีเงินได้อื่นได้ เช่น ค่าเช่า ค่าซื้อบ้านหลังแรกพาหนะ ค่าใช้จ่ายที่จำเป็น เช่น ค่าเรียน ค่ารถพยาบาล ค่าเดินทาง ฯลฯ และที่เหลืออีก 10% ของเงินได้ เป็นการส่งเสริมการออม โดยการซื้อประกันชีวิตและกองทุนรวม เงินได้ที่เหลือจึงนำมาเสียภาษีเงินได้โดยสามารถลดประเภทค่าลดหย่อนลงให้เหลือน้อยโดยยกเลิกการหักเหมาสำหรับผู้ประกอบธุรกิจโดยให้หักตามจริง
1.3 แก้ไขกฎหมายให้ผู้มีเงินได้ทุกคนยื่นแบบเสียภาษี ไม่ว่าจะมีเงินได้ที่ต้องเสียภาษีเงินได้หรือได้รับยกเว้นหรือไม่ เพื่อให้ทุกคนเข้ามาอยู่ในระบบ ไม่ว่าผู้มีรายได้จากดอกเบี้ย เงินปันผล หรือยกเว้นจากการขายหุ้น โดยใช้เลขประจำตัวผู้เสียภาษี และบัตรประชาชนเดียวกันในลักษณะการทำบัตรสมาร์ทการ์ดเหมือนกันหมด (รวมทั้งบัตรประชาชน บัตรผู้เสียภาษี หรือแม้แต่หนังสือเดินทาง บัตรทอง ฯลฯ) โดยให้อยู่ในใบเดียวกันมีข้อมูลอ้างอิงซึ่งกันและกันได้ ใช้ระบบ IT โดยรัฐบาลอาจจัดสรรงบประมาณการทำบัตรต่างๆ และระบบคอมพิวเตอร์ของแต่ละกระทรวงมารวมกันและออกแบบให้ใช้เพียงบัตรเดียวเพื่อแก้ปัญหาทุกอย่าง เมื่อทุกคนอยู่ในระบบภาษี IT รัฐบาลมีข้อมูลที่ดีโดยไม่ต้องไปขึ้นทะเบียนคนรวยคนจนแต่อย่างใด ในการที่หากมีการกำหนดให้หัก ณ ที่จ่ายต่างๆ การหักค่าลดหย่อนต่างๆ รัฐบาลก็สามารถนำไปสู่การตรวจสอบภาษีของผู้มีเงินได้ที่อยู่ในระบบได้ รวมทั้งรัฐบาลจะให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้เสียภาษี (ดูข้อ 1.5) ได้โดยมีข้อมูลครบถ้วน
1.4 ออกประกาศให้มีการตรวจสอบและประเมินภาษีเงินได้ของบรรดานักการเมืองหรือนักธุรกิจที่หนีภาษี แต่ไม่เคยยื่นเสียภาษีเงินได้หรือเสียน้อยมาก โดยใช้หลักการการกำหนดจำนวนเงินได้สุทธิจากค่าเพิ่มสินทรัพย์สุทธิตามมาตรา 49 ของประมวลรัษฎากรที่เรียกว่า Net Worth ซึ่งหากมีการประเมินผลที่บุคคลเหล่านี้ต้องพิสูจน์ว่าการได้มาซึ่งทรัพย์สินของตนเองนั้นเอาเงินมาจากไหน แล้วทำไมยังไม่เสียภาษี หรือเสียภาษีน้อยลง ในอดีตกรมสรรพากรเคยใช้กลไกมาตรการภาษีดังกล่าว ประเมินภาษีนักการเมือง คณะ คสช. จึงควรสั่งให้กรมสรรพากรใช้มาตรการประเมินภาษีนี้อย่างจริงจังกับนักการเมืองและนักธุรกิจที่อยู่นอกระบบภาษี โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกโยกย้ายหรือกลั่นแกล้ง
มาตรการการประเมินภาษีแบบนี้จะมีประโยชน์ 2 ข้อ คือ (1) ป้องกัน ปราบปรามผู้ทุจริต นักการเมือง ข้าราชการ ร่ำรวยมากมาย โดยผิดปกติ และ (2) ตรวจสอบผู้หนีภาษีหรือเสียภาษีน้อยไป เช่น บรรดาผู้ที่มีรถยนต์ราคา 10-30 ล้านบาท (ผมเคยทราบว่ากรมสรรพากรเคยตรวจสอบผ่านรถเลขทะเบียนสวยๆ หรือรถราคาแพงๆ ที่กรมการขนส่งทางบก แต่พบว่าเจ้าของมักเป็นลูกหลานนักการเมืองหรือมีเครือข่ายที่ช่วยเหลือกันไว้ จึงไม่กล้าประเมิน) บางคนมีบ้าน คอนโด ราคา 50-200 ล้านบาท แต่ยื่นเสียภาษีน้อยเหลือเกิน รวมทั้งให้มีกฎหมายที่บังคับให้คนเหล่านี้ต้องมีหน้าที่พิสูจน์ว่าเงินของตนเองดังกล่าวมาจากไหน ไม่ใช่ใช้วิธีการฟอกเงิน วิธีนี้จะทำให้รัฐได้ภาษีมากขึ้น และยังสามารถป้องกันปราบปรามการทุจริต แต่ทั้งนี้ต้องมั่นใจว่าจะไม่เป็นการใช้อำนาจทางการเมืองไปเล่นงานฝ่ายตรงกันข้าม อาจต้องมีคณะกรรมการอิสระไปกำกับการตรวจสอบการใช้อำนาจดังกล่าว
โปรดติดตามตอนต่อไป
*********************
ข้อเสนอนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่ผูกพันองค์กรที่ผู้เขียนปฏิบัติหน้าที่อยู่






