พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก และ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวในรายการ
"คืนความสุขให้คนในชาติ" ผ่านสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 เมื่อช่วงค่ำวันที่ 6 มิ.ย. ที่ผ่านมา โดยเป็นการชี้แจงค่อนข้างใช้เวลานาน และระบุถึงเหตุผลและความเป็นมาของการเข้าควบคุมอำนาจของ คสช. "เนื่องมาจากว่าการบริหารราชการแผ่นดินใน 3 ส่วน คือ ส่วนบริหาร ส่วนนิติบัญญัติ และ ส่วนตุลาการ กำลังจะถูกทำลายลง" ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่หลายคนกังวลมาก่อนหน้านั้นเช่นกัน
พลเอกประยุทธ์ ระบุว่า "ฝ่ายการเมือง ฝ่ายข้าราชการ ภาคธุรกิจ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ต่างๆ มีความขัดแย้งซึ่งกันและกัน ซึ่งทำให้เกิดปัญหาอย่างมาก" สิ่งที่ตามมาคือ "ไม่เคารพกฎหมาย กฎหมายปกติใช้งานไม่ได้" และ การปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรอิสระมีปัญหา กระบวนการยุติธรรมในทุกภาคส่วน อาทิ เจ้าหน้าที่ตำรวจ อัยการ ศาล เกิดปัญหาทั้งหมด ขาดความเชื่อมั่นและความเชื่อถือจากประชาชนทุกฝ่าย ยิ่งกว่านั้น "หลายฝ่ายไม่มีการเคารพกฎหมาย กระทำการใดๆ ก็ตาม ไม่เกรงกลัวเจ้าหน้าที่"
อย่างไรก็ตาม เป็นที่แน่ชัดว่า คสช. จะดำเนินการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง ดังที่ พลเอกประยุทธ์ และการชี้แจงจาก คสช. หลายครั้งหลายหน ซึ่งจากท่าทีของกลุ่มการเมืองต่างๆ ที่เคลื่อนไหวในรูปแบบต่างๆ กัน จะเห็นได้ว่าแกนนำได้ประกาศพร้อมเข้าร่วมกระบวนการปฏิรูป ที่ คสช. กำลังดำเนินการ โดยล่าสุด พล.ท.กัมปนาท รุดดิษฐ์ ผู้อำนวยการศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) ได้กำหนดรูปแบบการระดมความเห็นไว้แล้ว โดยตั้งเป้าหมายเสร็จในเดือนส.ค. นี้ จากนั้นจะส่งต่อให้สภาปฏิรูปและสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)
อันที่จริง ประเด็นปัญหาที่ พลเอกประยุทธ์ กล่าวถึงนั้น เป็นสิ่งที่คนไทยเผชิญกันมาหลายปีก่อนหน้านั้น แม้มีความพยายามเสนอแนวทางการแก้ปัญหา แต่เนื่องจากความขัดแย้งกันในแทบทุกเรื่องของคนในสังคม จึงไม่มีใครรับฟังเหตุผลของคนอื่นและมองว่าตัวเองเป็นปัญหา แต่ในทางตรงกันข้ามทุกคนกลับชี้หน้าไปที่คนอื่นว่าเป็นต้นตอของปัญหา ซึ่งความขัดแย้งรุนแรงจนถือว่าเป็นครั้งแรกในสังคมที่เราหาคนกลาง หรือ คนที่เป็นตัวเชื่อมเพื่อลดระดับความขัดแย้งลงไม่ได้ จึงทำให้คนไทยมองไปที่จุดใดจึงเห็นแต่ภาพความขัดแย้ง
ประเด็นปัญหาที่ คสช. อ้างถึงและเห็นว่าจำเป็นต้องมีการปฏิรูปนั้น จะเห็นได้ว่าเป็นเรื่องใหญ่อย่างมาก เพราะว่า ทุกประเด็นเมื่อกล่าวถึงสถาบันในสังคมนั้น ล้วนแต่เป็นประเด็นใหญ่ที่ไม่อาจแก้ปัญหาได้โดยง่าย ซึ่งเราเชื่อว่า คสช. ก็ตระหนักว่าการปฏิรูปสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเพียงไม่กี่ปี แต่เป็นกระบวนการต่อเนื่องและต้องการการมีส่วนร่วมอย่างสูงจากทุกภาคส่วน หาไม่แล้วก็เหมือนกับอดีตที่ผ่านมา กล่าวคือเมื่อเวลาผ่านไป ทุกอย่างก็กลับเข้าสู่จุดเดิม และทุกคนก็จะมาพูดถึงปัญหาเดิมกันอีกครั้ง
เราเห็นว่า กรณีที่กลุ่มการเมืองทุกกลุ่มมีความตั้งใจจะเข้าร่วมการปฏิรูปในครั้งนี้ด้วยนั้น นับว่าเป็นโอกาสที่ดี เพราะว่า อย่างน้อยทุกกลุ่มได้เข้ามาสู่กระบวนการเดียวกัน และเชื่อว่าทุกกลุ่มมีความต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น แต่ปัญหาอาจเกิดขึ้น หากไม่เกิดความเข้าใจว่าการปฏิรูปต้องใช้เวลา ดังนั้น จึงเป็นเรื่องท้าทาย คสช. อย่างมากว่าจะทำอย่างไรให้เกิดการปฏิรูปต่อเนื่อง และสร้างกฎกติกาให้ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกัน เพื่อให้สังคมไทยเดินหน้าต่อไปได้ โดยไม่ย่ำอยู่กับความขัดแย้งเดิมๆ อีกต่อไป






