ภายหลังการเข้าควบคุมอำนาจการบริหารประเทศ ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ผบ.ทบ. เป็นหัวหน้า ตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค. ที่ผ่านมา การแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจของประเทศถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นเรื่องสำคัญ ไม่แพ้กับการแก้ปัญหาทางการเมือง
หัวหน้า คสช.ให้นโยบายเร่งด่วนในเรื่องจ่ายเงินให้ชาวนาที่ยังไม่ได้รับเงินกว่า 9 หมื่นล้านบาทปลดล็อกปัญหาคั่งค้าง สั่งการให้เร่งเบิกจ่ายงบประมาณปี 2557 และจัดทำงบปี 2558 ให้ทันวันที่ 1 ต.ค. 2557 และอยู่ระหว่างพิจารณาโครงการขอส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชน 7 แสนล้านบาท
สัปดาห์ที่ผ่านมามีมาตรการลดค่าครองชีพด้วยการตรึงราคาสินค้า รวมทั้งย้ำถึงการตรึงราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ไว้ที่กิโลกรัมละ 22.63 บาทต่อกิโลกรัม และตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ลิตรละ 30 บ.
เป็นที่น่าสังเกตว่านโยบายด้านพลังงาน มักจะถูกนำเสนอขึ้นมาในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเสมอ อาจเป็นเพราะเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับประชาชนในวงกว้าง เป็นทั้งต้นทุนของสินค้าและต้นทุนการขนส่งของภาคธุรกิจ และหากไม่สามารถกำหนดนโยบายได้อย่างรอบคอบนอกจากจะทำให้เกิดการลักลั่น ความไม่เป็นธรรม การอุดหนุนราคาที่มากเกินไปยังเป็นภาระต่องบประมาณและอาจส่งผลกระทบต่อสถานะการคลัง
ตัวอย่างนโยบายการตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ลิตรละ 30 บาท โดยการเว้นการเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลเป็นนโยบายที่ใช้มาตั้งแต่สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ แม้มาตรการนี้จะช่วยลดต้นทุนด้านการขนส่ง แต่รัฐบาลก็สูญเสียรายได้จากนโยบายนี้เดือนละกว่า 9 พันล้านบาท หรือปีละประมาณ 1.08 แสนล้านบาท
ส่วนการอุดหนุนราคาก๊าซแอลพีจีที่ปัจจุบันยังตรึงราคาหน้าโรงแยกก๊าซไว้ที่ 333 ดอลลาร์ต่อตันขณะที่ราคานำเข้าก๊าซแอลพีจีล่าสุดอยู่ที่ 835 ดอลลาร์ต่อตัน และมีแนวโน้มที่ราคาจะปรับสูงขึ้น จะทำให้กองทุนน้ำมันฯต้องใช้เงินการอุดหนุนการนำเข้าเพิ่มขึ้น มีโอกาสที่สถานะกองทุนฯน้ำมันจะติดลบเพิ่มจากปัจจุบันติดลบอยู่กว่า 7 พันล้านบาท
การใช้นโยบายอุดหนุนราคาและบิดเบือนกลไกตลาดควรเป็นนโยบายระยะสั้น เพื่อลดผลกระทบจากค่าครองชีพให้กับประชาชนเท่านั้น ส่วนการวางนโยบายเศรษฐกิจในระยะต่อไปควรที่จะคำนึงถึงการทำงานของกลไกตลาดในการทำหน้าที่กำหนดราคา ขณะที่การอุดหนุนราคาทั้งสินค้าและพลังงานควรเป็นมาตรการที่ใช้กับผู้ที่มีรายได้น้อย หรือช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มที่มีความจำเป็นเท่านั้น ซึ่งจะได้ประโยชน์ทั้งการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและการอุดหนุนไม่เป็นภาระต่อภาครัฐมากเกินไป
ประเทศไทยยังมีโจทย์ทางเศรษฐกิจที่จะต้องวางแผนในการพัฒนาในระยะยาวอีกมาก ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มรายได้ต่อหัวประชากร การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของการผลิตและอุตสาหกรรมการพัฒนาคุณภาพแรงงาน รวมทั้งการพัฒนาศักยภาพเอสเอ็มอีให้แข่งขันได้ในภูมิภาค ฯลฯ
คสช.ยังมีเรื่องให้ต้องขบคิดอีกมากกับการวางโรดแมปเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งในระยะกลางและระยะยาว หากจะปฏิรูปประเทศกันอย่างจริงจัง
การบริหารความคาดหวังของประชาชน ให้อยู่บนพื้นฐานของความจริงมากกว่าการสร้างฝันแบบประชานิยม ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่ คสช.ต้องเริ่มวางแผนให้เป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด






