น่าสนใจมากว่า คณะนักธุรกิจญี่ปุ่นและจีน ได้เข้าพบกับ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
(คสช.) และได้รับคำมั่นสัญญาว่าการลงทุนต่างชาติในไทย จะเดินหน้าต่อไปอย่างไม่มีอุปสรรค
ตอนหนึ่งที่สนทนากับคณะนักธุรกิจชาวจีนจากสาขาต่างๆ เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา พลเอกประยุทธ์ บอกว่า “เรามีนโยบายที่เน้นการปราบปรามการทุจริต ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน คสช.จะไม่มีการเรียกร้องผลประโยชน์ใดๆ หากพบหน่วยงานหรือบุคคลใดเรียกร้องผลประโยชน์ ขอให้แจ้งมาที่ผมโดยตรง...”
นโยบายการลงทุนในไทยนั้น หัวหน้า คสช.บอกว่า จะต้องแข่งขันกันอย่างเสรี เป็นธรรม ไม่มีการทุจริต แต่การลงทุนทุกโครงการ จะต้องช่วยสร้างความเข้มแข็งให้คนไทย
ระหว่างเจอกับผู้นำของคณะกรรมการหอการค้าญี่ปุ่นก่อนหน้านั้น พลเอกประยุทธ์ ก็ยืนยันนโยบายส่งเสริมการลงทุนจากญี่ปุ่น และ บอกว่า “ผมชอบประเทศญี่ปุ่น ผมชอบคนญี่ปุ่น และผมชอบอาหารญี่ปุ่น”
ต้องวิเคราะห์ให้ชัดเจนว่าท่าทีทางการของรัฐบาลกับเอกชนต่างประเทศ ต่อสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทยนั้นมีความแตกต่างกัน
จุดยืนทางการสหรัฐ ยุโรป และ ออสเตรเลีย จะออกมาด้วยน้ำเสียงกร้าว ไม่ยอมรับการรัฐประหาร ซึ่งเป็นเรื่องที่คาดการณ์ล่วงหน้าได้อยู่แล้ว
รัฐบาลจีน มีปฏิกิริยาทางการที่เรียกร้องให้มีการแก้ปัญหาโดยเร็ว ไม่เน้นคำว่าประชาธิปไตยและเลือกตั้งเหมือนสหรัฐ ไม่ขู่ว่าจะลดระดับความสัมพันธ์หรือความช่วยเหลือ
แถลงการณ์ทางการของรัฐบาลญี่ปุ่น ใช้ประโยค “น่าเสียใจอย่างยิ่ง” แต่ไม่ต่อด้วยถ้อยประโยคต่อต้านคัดค้านเหมือนรัฐบาลตะวันตก
ซึ่งก็เป็นแนวทางที่ไม่ได้ผิดจากที่คาดเอาไว้เช่นกัน
แต่เอกชนและนักลงทุน จะมีท่าทีที่จับตาแนวทางและนโยบายเรื่องการลงทุน การค้า และ การท่องเที่ยว ของ คสช. โดยพร้อมที่จะทำธุรกิจแบบปกติต่อไป หรือยังหาจังหวะที่คนอื่นลังเลเพื่อหาโอกาสทำมาค้าขายและลงทุนในไทยเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ
ยิ่งเพื่อนๆ ในอาเซียนด้วยกัน ดูเหมือนจะส่งสัญญาณมาว่า “เข้าใจ” ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม หรือ มาเลเซีย ที่มีการพบปะกับระดับนำของ คสช. และปลัดกระทรวงต่างประเทศรักษาการรัฐมนตรีต่างประเทศในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา
แต่ก็ไม่ได้แปลว่า คสช.จะสามารถบริหารประเทศในโครงสร้าง “junta” (รัฐบาลทหารล้วน) ได้นานเกิน 3 เดือน ที่วางเอาไว้ก่อนจะตั้งรัฐบาลชั่วคราว และรัฐธรรมนูญการปกครอง สภาปฏิรูป ที่จะนำไปสู่การเลือกตั้งในกรอบเวลาที่จะต้องชัดกว่าที่เคยแถลงมา
แน่นอนว่า หากจะมองให้ลึก จีนก็ต้องการใช้ “ช่องว่าง” ระหว่างความสัมพันธ์ไทยกับสหรัฐในช่วงนี้ เพื่อผลักดันให้ใกล้ชิดกับไทยทางด้านเศรษฐกิจและการเมืองมากขึ้น
รัฐบาลญี่ปุ่นต้องเกรงใจสหรัฐ แต่เอกชนของญี่ปุ่น ก็มีความคล่องตัวในอันที่จะเดินหน้าลงทุนกับไทยอย่างไม่ต้องสงสัย
เพราะว่าพื้นฐานเศรษฐกิจของไทยยังแข็งแกร่ง และศักยภาพในอนาคตก็ยังมีเหลือล้น หากสามารถเดินตาม Road Map ที่จะฟื้นคืนสู่ความปกติทางการเมืองได้ คนที่คบหาประเทศไทยในช่วงยากลำบากนี้ ก็จะได้โอกาสมากกว่าคนที่ลังเลหรือถอยห่างออกไป
แต่ คสช. ก็ต้องไม่ทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนดุลยภาพทางการเมืองภูมิภาค จนกลายเป็นว่าไทยจะโผเข้าหาจีนมากเกินเหตุ เพราะว่าอย่างไรเสียก็ยังจะต้องถ่วงดุลการคบหาระหว่างจีนกับญี่ปุ่นไว้ให้เหมาะสม ไม่หลุดเข้าไปในกับดักของความขัดแย้งระหว่างสองยักษ์เอเชีย ขณะเดียวกันก็รักษาไว้ซึ่งความสัมพันธ์อันดีกับทั้งสองประเทศ
การดำรงไว้ซึ่งความสัมพันธ์กับสหรัฐและยุโรป ก็มีความสำคัญไม่น้อย แม้ว่าในช่วงนี้ โดยนัยทางการของรัฐบาลตะวันตกแล้ว เขาต้องรักษาระยะห่างจากไทยตามเงื่อนไขทางการเมืองของตน แต่ คสช. และ กระทรวงต่างประเทศไทย ก็จะต้องพยายามสร้างความเข้าใจและให้ข้อมูลตลอดเวลา เพื่อบอกเล่าถึงความคืบหน้าในการแก้ปัญหา และการนำพาประเทศคืนกลับไปสู่กระบวนการประชาธิปไตย ที่คนไทยยังยืนยันว่าเป็นเป้าหมายอันสำคัญยิ่งของประเทศนี้
หมายความว่า สถานภาพความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับมหาอำนาจและเพื่อนบ้านในเวทีระหว่างประเทศขณะนี้ ต้องถือว่าอยู่ใน “ภาวะไม่ปกติ” จึงไม่ควรจะกำหนดนโยบายการเมือง ความมั่นคง และ เศรษฐกิจ บนพื้นฐานของบรรยากาศในขณะนี้
สรุปว่า ปฏิกิริยาของรัฐต่างชาติ มีระดับที่แตกต่างกัน
และท่าทีของรัฐบาลกับเอกชนต่างชาติ ก็ไม่ได้ไปทางเดียวกัน
อีกทั้งไทยเราจะต้องไม่ปรับดุลยภาพแห่งการถ่วงดุลอำนาจ ตามปัจจัยชั่วคราวที่เห็นอยู่ในขณะนี้ เพราะว่าผลประโยชน์ของประเทศต้องอยู่บนพื้นฐานของภาพระยะกลางและระยะยาวเป็นสำคัญ
เป็นหน้าที่ของ คสช. ที่จะต้องกำหนดทิศทางของการบริหารจากนี้ไปทุกขั้นตอน อย่างชัดเจน และเน้นเหมือนที่เพลง “คืนความสุขให้ประเทศไทย” ยืนยันว่า “เราจะทำตามสัญญา” ทำตาม 3 ขั้นตอน ที่รับปากกับคนไทยทั่วประเทศ Reconciliation, Reform, Election นั่นคือ ปรองดองสมานฉันท์ ปฏิรูป และ เลือกตั้ง






