การจะทำให้ ไทย สู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้วในอีก 15-20 ปีข้างหน้าเป็นเป้าหมายที่ท้าทาย พื้นฐานที่สุดที่จะทำให้เราบรรลุเป้าหมายได้
คือ ความมีเสถียรภาพทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม โดยมี “คนไทย” เป็นศูนย์กลางของการพัฒนา ...เปล่าประโยชน์ที่เป็นประเทศพัฒนาแล้ว แล้วคนไทยไม่มีความสันติสุข ไม่มีคุณภาพชีวิต
มีงานวิชาการและงานวิจัยทางด้านเศรษฐศาสตร์มากมายศึกษาการขยายตัวทางเศรษฐกิจระยะยาวของประเทศต่างๆ ในโลกเพื่อให้เข้าใจถึงปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่อการยกระดับประเทศสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้ว และได้ข้อสรุปสอดคล้องกันว่า ปัจจัยเรื่อง “นวัตกรรมของประเทศ” เป็นสิ่งสำคัญต่อการก้าวข้ามพ้นกับดักของประเทศที่มีรายได้ระดับปานกลาง เป็น Breakthrough Growth with country innovation
นวัตกรรมของประเทศ จะเกิดขึ้นได้จำเป็นต้องมีการปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะการลงทุนทางด้านทรัพยากรมนุษย์และวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ขณะที่เราไม่สามารถเป็นประเทศพัฒนาแล้วได้ภายใต้ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสังคมที่สูงยิ่ง การปฏิรูปให้เกิดความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและการกระจายความมั่งคั่งจึงมีความสำคัญ
นักเศรษฐศาสตร์ฝ่ายซ้ายอย่าง Thomas Piketty เขียนหนังสือ ทุนในศตวรรษ 21 (Capital in the Twenty-First Century) วิพากษ์การสร้างความมั่งคั่งจากผลตอบแทนจากทุนแทนที่จะสร้างความมั่งคั่งของระบบทุนนิยมในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมามีส่วนสำคัญทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมเหลื่อมล้ำในยุโรป สหรัฐอเมริการวมทั้งประเทศด้อยพัฒนา ภาวะดังกล่าวมีผลกระทบต่อการเติบโตอย่างยั่งยืน ผลกระทบทางลบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจนี้ยิ่งทำให้ความไม่เท่าเทียมเพิ่มขึ้นอีก
การปฏิรูปเศรษฐกิจให้เกิดความเท่าเทียมจึงต้องเกี่ยวข้องกับการจัดการเรื่องทุนโดยเฉพาะทุนขนาดใหญ่ที่มีลักษณะผูกขาด ให้กลายเป็นทุนที่แข่งขันกันอย่างเสรี ขณะเดียวกันต้องมีมาตรการทางภาษีในการแบ่งปันกำไรส่วนเกินมากระจายให้กับสังคมผ่านระบบสวัสดิการหรือการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจไปยังพื้นที่ยากจน
การวางยุทธศาสตร์สู่การเป็น “ประเทศพัฒนาแล้ว” เริ่มต้นต้องทำให้ประเทศก้าวพ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลางก่อน โดยที่ต้องวางเป้าหมายและประมาณการได้ว่า ต้องมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในแต่ละปีเท่าไหร่ และต้องใช้เวลากี่ปีประเทศถึงจะทำให้ประชาชนมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวเท่ากับประเทศที่พัฒนาแล้ว (11,750 ดอลลาร์ต่อคนต่อปี) มาตรฐานคุณภาพชีวิตและโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจระดับมาตรฐานประเทศพัฒนาแล้ว เราต้องผลักดันให้มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจอยู่ที่ระดับ 4-5% ประมาณปี พ.ศ. 2578-2582 ประเทศไทยของเราถึงจะก้าวสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้ว หากทำให้เศรษฐกิจโตได้ปีละ 7-8% อีกประมาณ 10 ปีประเทศไทยก้าวสู่ประเทศโลกที่หนึ่ง (เป็นสิ่งที่ยากจะทำให้บรรลุผลได้-โปรดดูรายละเอียดตารางการคาดการณ์ประกอบ) และต้องระมัดระวังไม่ให้ทศวรรษแห่งความถดถอยเกิดขึ้นจากความผิดพลาดของระบบการบริหารประเทศและวิกฤตการณ์ทางการเมือง
เป้าหมายที่ตั้งไว้ทั้งหมดไว้ไม่อาจเกิดขึ้นได้หากบ้านเมืองไม่มีเสถียรภาพ หากเสถียรภาพภายในเกิดขึ้นแต่ไม่เป็นที่ยอมรับของต่างชาติก็เป็นปัญหาเช่นเดียวกัน เนื่องจากระบบเศรษฐกิจไทยมีระดับการเปิดประเทศสูงมากและเป็นส่วนหนึ่งของระบบโลกาภิวัตน์ พึ่งพิงต่อการค้าระหว่างประเทศและการลงทุนจากต่างประเทศสูง การทำข้อตกลงทางการค้าและการลงทุนใดๆ ในอนาคตต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ และตระหนักด้วยว่าข้อตกลงทางการค้าเสรีและการลงทุนระหว่างประเทศ ไม่ว่าเป็นเอฟทีเอแบบทวิภาคีก็ดี หรือ แบบพหุภาคีก็ดี ล้วนเป็นสัญญาผูกมัดที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ง่ายๆ ทุกข้อตกลงล้วนมีผลบวกผลลบทั้งสิ้น
การลงทุนจากต่างประเทศในช่วงสี่ห้าทศวรรษที่ผ่านมา เราได้ประโยชน์ระดับหนึ่ง ส่วนมากจะมาใช้ไทยเป็นฐานผลิต ใช้ทรัพยากร ใช้แรงงานราคาถูก ต่อไปเราต้องเปลี่ยนยุทธศาสตร์ใหม่หากก้าวสู่การเป็นประเทศโลกที่หนึ่งและพร้อมออกไปลงทุนนอกประเทศบ้างนอกจากการเป็นประเทศรับการลงทุน เริ่มต้นด้วยการมีนโยบายเชิงรุกในการผลักดันให้เกิดการถ่ายโอนทางด้านเทคโนโลยี ซึ่งสิ่งสำคัญ คือ เราต้องมีทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพสามารถดูดซับเทคโนโลยีได้ ครับ






