วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เหล้าใหม่ในขวดใหม่ : เราจักอุทิศตน

...พวกเราที่ยังมีชีวิตอยู่ จักอุทิศตนต่องานที่ทหารหาญของเราได้ต่อสู้ไว้อย่างสง่างามสมชายชาติทหาร แต่งานนั้นก็ยังค้างคาอยู่

เราจักอุทิศตนต่องานอันยิ่งใหญ่ที่รออยู่ข้างหน้า เหนืออื่นใด เราจักอุทิศตนอย่างยิ่งยวดต่อเป้าประสงค์ที่ทหารหาญของเราได้ยอมอุทิศชีวิตไว้ เราจักปฏิญาณตนว่า ชีวิตของทหารหาญของเราเหล่านี้จักมิต้องสูญเปล่าไปบนสมรภูมินี้ ภายใต้พระอำนาจแห่งพระผู้เป็นเจ้า ชาติเราจักต้องมีเสรีภาพที่ถือกำเนิดขึ้นมาใหม่ และรัฐบาลของปวงชน โดยปวงชน เพื่อปวงชน จักต้องไม่มีวันดับสูญไปจากพิภพนี้ ...

(สุนทรพจน์โดยประธานาธิบดีอับราฮัมลินคอล์น สหรัฐอเมริกา 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2406 สมรภูมิเก็ตตี้สเบอร์ก ในฐานะผู้นำกองทัพที่ประสบชัยชนะ)

สมัยนั้น สหรัฐฯฝ่ายใต้ทำเกษตรกรรมด้วยแรงงานทาส แล้วขายพืชผลให้ฝ่ายเหนือทำอุตสาหกรรมผลิตเป็นสินค้าสำเร็จรูป ฝ่ายใต้จึงมุ่งมั่นรักษาวิถีชีวิตเกษตรกรรมกับแรงงานทาสไว้ แต่ฝ่ายเหนือต้องการวิถีชีวิตอุตสาหกรรมและแรงงานชาวเมือง จึงให้เลิกทาส และโดยที่ฝ่ายใต้ไม่ต้องการขึ้นกับรัฐบาลกลางที่ตั้งอยู่ในฝ่ายเหนืออยู่แล้ว ข้อขัดแย้งดังกล่าวก็วิวัฒนาการเป็นสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้ออยู่สี่ปี และคร่าชีวิตทหารหาญทั้งสองฝ่ายไปราวแปดแสน คนและประชาชนอีกราวห้าหมื่นคน

สงครามกลางเมืองดังกล่าวกับศึกมวลมหาชนขับไล่ “รัฐบาลหุ่นเชิด” ที่อยู่ใต้บงการโดยอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ผู้ไม่ได้รับเลือกตั้งและหลบหนีคดีอาญาแผ่นดินอยู่ต่างประเทศ ต่างมีสาเหตุสำคัญเดียวกันอยู่ที่ "เศรษฐกิจการเงินของชาติ"

ปี 2548 ปวงชนในกรุงเทพมหานครและชนบทได้ร่วมกันขับไล่รัฐบาลภายใต้อดีตนายกฯทักษิณ ด้วย "เป้าประสงค์" กำจัดการใช้อำนาจมิชอบและโกงกินชาติระดับมโหฬาร จนทหารต้องออกมาทำการรัฐประหาร เพื่อควบคุมเหตุการณ์มิให้เลวร้ายลง ต่อมาทหารได้คืนอำนาจกลับไปให้ปวงชน

ทว่า ในการคืนอำนาจ นั้น ทหารกับผู้นำฝ่ายพลเรือน “มิได้ตระเตรียม” ปวงชนให้มีความพร้อมรับพันธกิจอันยิ่งใหญ่ที่รออยู่เบื้องหน้า ซึ่งได้แก่ "การปฏิรูปการปกครอง" หรือ “การปฏิรูปเหล้าเก่าในขวดเก่า” ให้เป็น “เหล้าใหม่ในขวดใหม่” เพื่อให้หลุดพ้นจากวงจรอุบาทว์ของการโกงกินชาติ ขับไล่ทรราช และปฏิวัติรัฐประหาร ซึ่งได้คร่าชีวิตวีรชนกับทหารหาญและบั่นทอนอย่างบอบช้ำที่สุดติดต่อกันมาราว 8 ทศวรรษ ต่อโอกาสของชาติบ้านเมืองในการพัฒนาสู่ยุคแห่งความเจริญสุขอย่างยั่งยืน

“เหล้าเก่า” คือ “การขาดจริยธรรมทางการเมือง” กับ “ทัศนะคติที่ปวงชนไม่เป็นใหญ่” ส่วน “ขวดเก่า” คือ “ระบอบการปกครองที่เดินตามก้นผู้อื่น”

“เหล้าใหม่” คือ “การมีจริยธรรมทางการเมือง” กับ “ทัศนะคติที่ปวงชนเป็นใหญ่” ส่วน “ขวดใหม่” คือ “ระบอบการปกครองที่เหมาะสมกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมชาติไทยที่สุด”

การมิได้ตระเตรียมดังกล่าวก็ได้เกิดขึ้นมาก่อนแล้ว อย่างในศึกขับไล่จอมพลถนอม กิตติขจร จอมพลประภาส จารุเสถียร พลเอกสุจินดา คราประยูร นายกฯสมัคร สุนทรเวช และนายกฯสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ด้วยเลือดกับชีวิตของวีรชนกับทหารนับไม่ถ้วน “เหล้าเก่าในขวดเก่า” จึงยังอยู่คู่บ้านคู่เมืองตราบเท่าทุกวันนี้อย่างน่าสลดใจยิ่ง

อัลเบิรตไอน์สไตน์ นักฟิสิกส์อัจฉริยะ กล่าวไว้ว่า “การย้ำวิธีแก้ปัญหา เดียวกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า แล้วประสบความล้มเหลวมาตลอด คือการกระทำของ คนสติเสีย การแก้ปัญหาให้ได้ผลดีจักต้องใช้วิธีการที่มาจากองค์ความรู้ที่อยู่ ในระดับที่สูงกว่าตัวปัญหา” ฉะนั้น เมื่อตัวปัญหาคือการโกงกินชาติโดยปุถุชน วิธีการแก้ก็จักต้องมาจากองค์ความรู้ที่หยั่งลึกของอริยชน คือ สัจธรรมจากพระบรมศาสดาโลกที่อยู่สูงกว่าปุถุชน

ต่อเมื่อ “เหล้าใหม่” กับ “ขวดใหม่” มีอยู่พร้อม ปวงชนก็จะสามารถ “เปลี่ยนผ่าน” “เหล้าเก่าในขวดเก่า” สู่ “เหล้าใหม่ในขวดใหม่” ได้สำเร็จ

งานที่ยากยิ่งกว่าการขับไล่ทรราชได้แก่งานสร้าง “เหล้าใหม่” ให้เกิดขึ้น เพราะเป็นงานปรับเปลี่ยน “พฤติกรรมเก่า” หรือ “เหล้าเก่า” ของปวงชนบางส่วน ให้สัมพันธ์กับ “พฤติกรรมใหม่” หรือ “เหล้าใหม่” ของปวงชนอีกส่วนหนึ่ง เพื่อให้มี “เหล้าใหม่” ตาม “เป้าประสงค์” ของการกำจัดวงจรอุบาทว์ดังกล่าว

ต่อเมื่อ “เราจักอุทิศตนอย่างยิ่งยวดต่อเป้าประสงค์ที่ทหารหาญของเราได้ยอมอุทิศชีวิตไว้” จนสร้าง “เหล้าใหม่” ได้สำเร็จ “ชีวิตของทหารหาญของเราเหล่านี้จักมิต้องสูญเปล่าไปบนสมรภูมินี้”

จริงๆ แล้ว ชาวไทยได้มี “พฤติกรรมใหม่” หรือ “เหล้าใหม่” มาแต่สมัยสุโขทัย จนพิมพ์เขียวของ “เหล้าใหม่” มีบันทึกอยู่ในรหัสพันธุกรรมของชาวไทยทั่วไป เพราะแผ่นดินไทยเป็นแผ่นดินธรรมมากว่า 7 ศตวรรษ จวบจนวัฒนธรรมวัตถุเงินทองนิยมจากต่างชาติได้ค่อยๆ กลืนกินวัฒนธรรมไทยเดิมจนเกือบหมดสิ้นตลอด 8 ทศวรรษที่ผ่านไป

ส่วน “ขวดใหม่” นั้น ปวงชนจะต้องสร้างขึ้นมาเองเป็น “เข็มทิศที่ห้า” โดยทำการสอบดูว่า เสาหลักทั้งสี่ของชาติ คือ สังคม จิตวิญญาณสังคม การเศรษฐกิจ และการทหาร ต่างมีโครงสร้างหน้าที่แบบใด มีฐานเป็นวัฒนธรรมแบบใด และมีผลต่อสังคมเศรษฐกิจอย่างไร นับแต่สมัยสุโขทัยเป็นต้นมา ผลสอบนี้คือ “เข็มทิศที่ห้า” บนแผนที่สี่ทิศที่จะนำปวงชนไปสู่ “ขวดใหม่” หรือ “ระบอบการปกครองที่เหมาะสมกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมชาติไทยที่สุด” โดยไม่เดินตามก้นชาติใดให้บ้านเมืองไทยล่มจมหายนะอีก

ปัญหาหลักคือปวงชนบางส่วนยึดติดความเคยชินกับ “เหล้าเก่า” แต่ก็แก้ไขได้ด้วยการส่งเสริมให้นำคำสั่งสอนของพระบรมศาสดาโลกตามที่ศรัทธามาประยุกต์อย่างจริงจัง ส่วนปัญหารองคือปวงชนจักต้องทำความเข้าใจกับสาเหตุสำคัญของการมีทรราชกับการโกงกินชาติ

นอกจากนี้ ปวงชนยังต้องมี “ยุทธศาสตร์เปลี่ยนผ่านกับบำรุงรักษา” “เหล้าใหม่ในขวดใหม่” อย่างรัดกุม โดยต้องมีปัจจัยเวลาและมาตรการรักษาความมั่นคงแห่งชาติอย่างสมจริง

ปวงชนจักต้อง “พร้อมใจกัน” “สร้างชาติ” ขึ้นมาใหม่ “ชาติเราจักต้องมีเสรีภาพที่ถือกำเนิดขึ้นมาใหม่” เพื่อว่า “ชีวิตของทหารหาญของเราเหล่านี้จักมิต้องสูญเปล่าไปบนสมรภูมินี้”

ศึกที่ยากยิ่งและหนักหน่วงยิ่งกว่าการขับไล่ “รัฐบาลเครือข่ายทักษิณ” ได้แก่ศึก “สร้างชาติ” ที่กำนันสุเทพ เทพสุบรรณและมวลมหาชนยังจักต้อง “อุทิศตน” อย่างหนักหน่วงต่อไป เนื่องจากชาวไทยกับผู้นำฝ่ายพลเรือนจำนวนมากได้ถือกำเนิดและเจริญเติบโตมาในภาวะแวดล้อมที่มี “ค่านิยม” ประเภทที่ได้ก่อให้เกิดปัญหาทางการเมือง สังคม และเศรษฐกิจมาตลอด

“ค่านิยม” ดังกล่าวคืออะไร? เชิญติดตามตอนต่อไปได้ที่นี่