วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ประชานิยมกับสต็อกข้าวผี ที่มาขาดทุน 5 แสนล้าน!

ประชานิยม คือ ยาพิษเคลือบน้ำตาลในระบอบการเลือกตั้ง ที่มีทุนสามานย์เป็นเครื่องมือหลัก ของกลุ่มทุน

ในการครอบงำประเทศ ผ่านกระบวนการที่อ้างว่าเป็น “ประชาธิปไตย”

การจะกลับไปสู่ภาวะปกตินั้น จะต้องมีการวิเคราะห์และนิยาม คำว่า “ประชาธิปไตย” ของประเทศไทย กันอย่างละเอียดรอบด้าน

และนั่นต้องเริ่มตั้งแต่การปฏิรูปการศึกษา ตั้งแต่อนุบาลถึงมหาวิทยาลัยกันทีเดียว

การยึดอำนาจโดยคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ย่อมเป็นการละเมิดหลักการของ “การมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงของประชาชน” และ การนิยามคำว่า “ประชาธิปไตย” ย่อมไม่ใช่สิทธิของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

ไม่ว่ากลุ่มนั้น จะเป็น “เสียงข้างมาก” ในรัฐสภา หรือ “คณะรัฐประหาร” เพราะว่าสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย คือ การมีสิทธิในการแสดงความคิดเห็นอย่างเสรี ภายใต้กฎกติกาที่เห็นพ้องต้องกันของคนส่วนใหญ่ในสังคม มิใช่ถูกกำหนดโดยคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ไม่ว่าพวกเขาจะอ้างว่ารักชาติมากเพียงใดก็ตาม

นโยบายประชานิยมที่รัฐบาลก่อนๆ ใช้ในการหาเสียง เพื่อรักษาฐานอำนาจทางการเมือง โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายต่อชาติบ้านเมือง เริ่มปรากฏผลเห็นชัดเจนขึ้นทุกขณะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง “รถคันแรก” หรือ “แทบเล็ต นักเรียน ป.1” และที่ร้ายแรงที่สุด คือ "นโยบายจำนำข้าว"

ล่าสุด คุณสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการ ป.ป.ช. บอกว่า ผลขาดทุนจากโครงการนี้ อาจจะสูงกว่า 5 แสนล้านบาท!

กรณีนี้จะต้องมีการสอบสวนและทำความจริงให้ประจักษ์ต่อสาธารณชนอย่างกว้างขวาง เพราะว่าเป็นตัวอย่างชัดเจนของนักการเมืองที่ใช้เงินภาษีประชาชน ทำนโยบายที่ผิดหลักผิดเกณฑ์ไร้เหตุผลและดื้อรั้น โดยไม่สนใจเสียงติติงต่อต้านตลอดมา

ข้อสงสัยตั้งแต่ต้นว่า จะต้องมีการโกงกันอย่างมหาศาล เพราะมีนักการเมืองและข้าราชการประจำมาเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ในทุกๆ ขั้นตอน ก็ได้รับการยืนยันอย่างไม่อาจจะปฏิเสธได้เลย

คุณสรรเสริญ บอกว่า รายงานของคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวของกระทรวงการคลังในครั้งที่ 3 มีผลขาดทุนสูงถึง 3.3 แสนล้านบาท

แต่นั่นยังไม่ใช่ภาพของการทุจริตอย่างมโหฬารทั้งหมด เพราะว่ายังมีประเด็นเรื่องข้าวจำนวน 2.98 ล้านตัน ที่ยังไม่สามารถเข้าสู่กระบวนการปิดบัญชีของคณะอนุกรรมการปิดบัญชีได้ เพราะไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าจำนวนข้าวที่ว่านี้ “มีอยู่จริงหรือไม่”

เลขาธิการ ป.ป.ช. บอกว่า เมื่อพิจารณาประกอบกับข้อเท็จจริงตามรายงานข่าวของสื่อมวลชน กรณีผลการประชุมของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. กับผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงการคลัง ปรากฏว่าคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งมี คุณกุลิศ สมบัติศิริ ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ได้ตรวจสอบผลการดำเนินโครงการรับจำนำข้าว ในช่วงกว่า 2 ปี พบว่ามีผลขาดทุนสูงขึ้นกว่าเท่าตัว

หรือ ขาดทุนกว่า 5 แสนล้านบาท

เหตุเพราะว่า รัฐบาลรักษาการที่ผ่านมาขายข้าวไปด้วยราคาเพียงตันละ 8 พันบาท และ กระทรวงพาณิชย์ขายข้าวไปที่ราคา 1.2-1.4 หมื่นบาทต่อตัน ขณะที่ต้นทุนข้าวเปลือกที่แปรสภาพเป็นข้าวสารเฉลี่ยอยู่ที่ 2.3 หมื่นล้านบาท

ที่น่าตกใจ ก็คือ มีการพบว่าข้าวสารหายไปจากสต็อกอีกประมาณ 2.8 ล้านตัน ในสต็อกไม่มีข้าวอยู่จริง เป็นแค่ตัวเลขทางบัญชีเท่านั้น

จึงเป็นที่มาของการวิเคราะห์ว่า ที่รัฐบาลรักษาการยืนยันนอนยันว่าไม่ลาออกนั้น เป็นเพราะมีเรื่องที่ต้อง “นั่งทับ” เอาไว้มากมาย

นี่เป็นเพียงหนึ่งในโครงการ “ประชานิยม” ที่เป็นอันตรายต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ และเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดความขัดแย้งภายในประเทศอย่างหนักหน่วง เพราะว่าเมื่อเงินเป็นตัวกำหนดความภักดีทางการเมือง และนักการเมืองฉ้อฉลก็ใช้เงินจากภาษีประชาชน มาสร้างความชอบธรรมของการทุจริตทุกระดับชั้นแล้ว สังคมก็ถูกแบ่งเป็นฝ่ายได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ ฝ่ายข้างเดียวกับอำนาจรัฐและฝ่ายตรงกันข้าม อย่างต่อเนื่องยาวนาน

การปฏิรูปสังคม จึงต้องเริ่มที่การแก้ไขกฎกติกาทางการเมือง ที่จะไม่ให้พรรคการเมืองใช้ “ประชานิยม” เป็นเครื่องมือ ในการก้าวเข้าสู่อำนาจและมอมเมาประชาชน จนกลายเป็นโรคร้ายทำลายกระดูกสันหลังของชาติ อย่างที่เห็นตัวอย่างกันแบบ...จะจะ แจ้งๆ แล้ว