วันนี้ผู้เขียนจะพูดถึงหนังสือเล่มใหม่ซึ่งขายดิบขายดีติดอันดับของนักเศรษฐศาสตร์ชาวฝรั่งเศส Thomas Piketty
ที่ชื่อ “Capital in the Twenty-First Century”ดูจากชื่อเผินๆ อาจจะทำให้หลายคนนึกไปถึงผลงานชิ้นเอกของ Karl Marx ที่ชื่อว่า ทุน (Das Kapital) ซึ่งวิเคราะห์และวิพากษ์ถึงการทำงานของระบบทุนนิยมโดยเฉพาะความสัมพันธ์ทางการผลิตในระบบทุนนิยม แต่สิ่งที่ Piketty นำเสนอนั้นผิดแผกแตกต่างออกไป กล่าวคือเขาพูดถึง ทุน ซึ่งเป็นทั้งปัจจัยการผลิตและสินทรัพย์ประเภทหนึ่งโดยมองข้ามผ่านมิติทางประวัติศาสตร์ไปยังอนาคต
ถึงแม้ว่า Piketty จะไม่ได้ให้ถกเถียงหรือวิเคราะห์ถึงเรื่องใหญ่ๆ อย่างการดำรงอยู่และการล่มสลายของระบบทุนนิยมแบบมาร์กซ์ แต่เขาก็ได้ทำลายมายาคติของนักเศรษฐศาสตร์ในเรื่องความไม่เท่าเทียมกันที่วนเวียนอยู่ภายใต้คำอธิบายของ Simon Kuznets ที่ว่าเมื่อประเทศเริ่มพัฒนาเข้าสู่ความเป็นอุตสาหกรรม ความไม่เท่าเทียมกันจะเพิ่มมากขึ้นในตอนแรก แต่ความไม่เท่าเทียมกันจะลดน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อประเทศพัฒนาเข้าสู่ความเป็นอุตสาหกรรมในระดับที่สูงยิ่งขึ้นหรือมีรายได้ต่อหัวมากขึ้น ในรูปแบบของเส้นโค้งคุซเน็ทซ์ ผลการศึกษา Piketty กลับมีทิศทางไปในทางตรงกันข้ามกับที่ Kuznets ได้เสนอเอาไว้ กล่าวคือ เขาพบว่าความไม่เท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศอุตสาหกรรมนั้นไม่ได้ลดลงแต่กลับเพิ่มสูงขึ้น
ความไม่เท่าเทียมกันทางรายได้ดังกล่าวนี้เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ทศวรรษที่ 1970 อันเป็นช่วงเวลาที่แนวคิดแบบเสรีนิยมใหม่เริ่มเข้ามามีบทบาทนำในเชิงนโยบายทางเศรษฐกิจแทนที่แนวนโยบายแบบเคนส์พร้อมๆ ไปกับการเพิ่มขึ้นของบทบาทของตลาดและการลดบทบาทลงของรัฐ ความไม่เท่าเทียมกันดังกล่าวเพิ่มขึ้นไปในทิศทางเดียวกันกับการเพิ่มขึ้นของสัดส่วนของ (ผลตอบแทนจาก) ทุนต่อรายได้ (capital-to-income ratio) ผลตอบแทนของทุนนั้นครอบคลุมถึงผลตอบแทนจากอสังหาริมทรัพย์ สินทรัพย์ทางการเงิน เครื่องจักร โครงสร้างพื้นฐาน และโรงงาน ซึ่งรวมทั้งสินทรัพย์ทั้งที่ใช้ในกระบวนการผลิตและที่ไม่ได้ใช้ในกระบวนการผลิตส่วนรายได้ก็คือผลตอบแทนของแรงงาน ซึ่งสัดส่วนของทุนต่อรายได้นี้สะท้อนให้เห็นถึงสัดส่วนของความมั่งคั่งต่อรายได้ (wealth relative to income) ของระบบเศรษฐกิจโดยรวม
Piketty พบว่า สัดส่วนของทุนต่อรายได้ของยุโรปในปลายศตวรรษที่ 19 อยู่ที่ 7 เท่า แต่ในทศวรรษที่ 1950 สัดส่วนของทุนต่อรายได้ลดลงไปอยู่ที่ 2 - 3 เท่า แต่หลังจากทศวรรษที่ 1950 เป็นต้นมา สัดส่วนของทุนต่อรายได้เพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 4 - 5 และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในช่วงทศวรรษที่ 1970 เป็นต้นมานั้น ความมั่งคั่งต่อรายได้ของประเทศพัฒนาแล้วที่สำคัญ 8 ประเทศของโลก เพิ่มขึ้นถึง 200 - 300% ในทศวรรษที่ 1970 และเพิ่มถึง 400 - 600% ในปี 2010 แนวโน้มของการเพิ่มขึ้นของสัดส่วนของความมั่งคั่งต่อรายได้นี้ได้หวนกลับไปคล้ายกับรูปแบบของประเทศยุโรปในอดีตคือในศตวรรษที่ 18 และ 19 ซึ่งมีการเพิ่มขึ้นของสัดส่วนของความมั่งคั่งต่อรายได้อยู่ที่ 600 - 700%
การถ่างออกจากกันของผลตอบแทนจากความมั่งคั่ง (ทุน) และรายได้นี้จะผลิตซ้ำในเชิงขยายผ่านการส่งต่อและสืบทอดทางมรดกจากคนรุ่นหนึ่งไปยังอีกรุ่นหนึ่ง ทำให้สังคมหวนกลับไปเป็นสังคมที่พึ่งพิงกับค่าเช่าทางเศรษฐกิจ (rentier society) และชนชั้นใหม่ที่อิงอาศัยกับรายได้จากค่าเช่าทางเศรษฐกิจเนื่องจากผลตอบแทนที่มาจากความมั่งคั่งเป็นการสนับสนุนให้เกิดการแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจมากกว่าจะให้ความสำคัญกับรายได้ที่มาจากการเพิ่มประสิทธิภาพจากการผลิต ปรากฏการณ์นี้ละม้ายคล้ายแก่นแกนของตัวเอกชนชั้นสูงในนวนิยายของ ออนอเร เดอ บาลซัก และ เจน ออสติน ในศตวรรษที่ 19
นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้ยังส่งผลกระทบต่ออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ กล่าวคือเมื่ออัตราผลตอบแทนของทุนสูงกว่าอัตราการเติบโต จะทำให้ความไม่เท่าเทียมกันเพิ่มขึ้น และความไม่เท่าเทียมกันนี้จะส่งผลกระทบในทางลบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจแต่กลับทำให้อัตราผลตอบแทนของทุนขยายสูงขึ้นไปอีก เป็นวงจรเชื่อมโยงต่อเนื่องและสะสมกันไป
Piketty พิจารณาว่าความไม่เท่าเทียมกันของสัดส่วนความมั่งคั่งต่อรายได้หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น ลดต่ำลงเมื่อเทียบกับช่วงอื่นๆ ซึ่งอาจจะตรงกับการอธิบายของคุซเน็ทซ์ สาเหตุไม่ได้มาจากความเข้มแข็งของแรงงานหรือการขยายตัวของรัฐสวัสดิการเหมือนอย่างที่นักเศรษฐศาสตร์บางส่วนเชื่อกัน แต่การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นผลมาจากการที่ทุนมูลค่ามหาศาลถูกทำลายไปจากสงครามโลก 2 ครั้งรวมถึงความมั่งคั่งได้ถูกใช้ไปในการสงคราม ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนของทุนนั้นต่ำกว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ กล่าวคือ ผลกระทบทางเศรษฐกิจในครั้งนั้นเป็นผลสืบเนื่องมาจากสาเหตุทางการเมือง ส่วนรัฐสวัสดิการก็มีคุณูปการในการควบคุมทุนผ่านการเก็บภาษีมากกว่าการสร้างเสถียรภาพทางสังคม ช่วงเวลาดังกล่าวอาจจะเรียกได้ว่าเป็น ยุคทอง เพราะเป็นช่วงเวลาเดียวเท่านั้นที่อัตราการเติบโตอยู่สูงกว่าอัตราผลตอบแทนของทุนซึ่งส่งผลให้ความไม่เท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจลดน้อยลง
สำหรับการเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อที่จะลดปัญหาของความไม่เท่าเทียมกันหรือการขยายตัวของสัดส่วนของทุนและรายได้ที่เพิ่มสูงขึ้นนั้น Piketty พิจารณาว่าด้วยขีดจำกัดของสังคมและธรรมชาติ เราไม่ควรเลือกที่จะเร่งอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจให้สูงกว่าอัตราผลตอบแทนของทุนต่อรายได้ แต่ควรที่จะควบคุมให้อัตราผลตอบแทนของทุนต่อรายได้มีอัตราที่ต่ำลงและต่ำกว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ เขาเสนอให้รัฐเข้ามามีบทบาทเชิงนโยบายในการลดผลตอบแทนของทุนผ่านการเพิ่มภาษีแต่การเพิ่มภาษีดังกล่าวจะต้องทำโดยการร่วมมือกันในระดับโลกในรูปแบบของ a global tax on capital เพราะอย่างน้อยทุนก็มีการเคลื่อนย้ายถ่ายเทไปทั่วโลกได้ในปัจจุบัน โดยสิ่งแรกที่รัฐบาลจะต้องทำก็คือ รวบรวมและสร้างฐานข้อมูลของรายได้หรือผลตอบแทนจากทุนและกลุ่มคนที่ครอบครองรายได้เหล่านี้
แม้ว่า การผลักดันให้รัฐดำเนินนโยบายดังกล่าวจะไม่ใช่เรื่องง่ายโดยเฉพาะหลังภาวะตกต่ำทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของสหรัฐอเมริกาและยุโรป รัฐก็ยิ่งไม่น่าจะมีแรงจูงใจทางการเมืองในการขึ้นภาษีผลตอบแทนของทุน แต่อย่างน้อย Piketty ก็ชี้ให้เห็นว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สร้างความเท่าเทียมกันนั้นไม่ได้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ แต่ต้องอาศัยเจตจำนงและการผลักดันทางการเมือง






