คนทางขวามือนี้เพิ่งสาบานตน รับตำแหน่งปกครองประเทศประชาธิปไตยใหญ่ที่สุดของโลก
รับผิดชอบต่อประชากร 1,200 ล้านคน
“นเรนทรา โมดี” (Narendra Modi) หัวหน้าพรรคภราทิยา ชนะตะ (Bharatiya Janata Party หรือ BJP) จะเป็นนายกรัฐมนตรีด้วยชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์ในการเลือกตั้งเมื่อเร็วๆ นี้
เป็นครั้งแรกใน 65 ปี ที่พรรคคองเกรสของอินเดียหมดสภาพ และไม่มีอำนาจปกครองบ้านเมือง เท่ากับเป็นการล่มสลายของตระกูลการเมืองโด่งดังที่สุดของอินเดีย คือ “เนห์รู” และ “คานธี” อย่างน่าตื่นตาตื่นใจยิ่ง
เป็นชัยชนะที่น่าทึ่งสำหรับพรรคฝ่ายค้าน BJP เพราะว่าผลการออกเสียงของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 550 ล้านคนครั้งนี้ ทำให้มีพรรคการเมืองเดียวที่ได้เสียงข้างมากเด็ดขาดเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี
ที่นั่งในสภาของอินเดียทั้งหมด มี 543 ที่นั่ง และ พรรค BJP สามารถยึดที่นั่งได้ถึง 272 ที่นั่ง และถ้ารวมกับพรรคที่เป็นพันธมิตรด้วยแล้ว ก็จะสามารถมีเสียงเกิน 300 ที่นั่ง ในสภา อย่างไม่ยากเย็นอะไร
โมดี อายุ 63 ปี เกิดในครอบครัวยากจนต่ำต้อย ตอนเด็กๆ ช่วยพ่อขายน้ำชาที่สถานีรถไฟรัฐกุจราช วาดนะการ์ ไต่เต้าขึ้นมาถึงระดับหัวหน้าพรรคใหญ่และได้เป็นนายกรัฐมนตรีก็ด้วยความบากบั่นและมุ่งมั่นประกาศตนเป็นนักการเมืองชาตินิยมฮินดู ที่สามารถบริหารรัฐกุจราชในฐานะเป็นมุขมนตรี อันเป็นบ้านเกิดของตัวเองจนมีเศรษฐกิจที่เฟื่องฟูที่สุดในประเทศ
เดิมทีมีการคาดการณ์กันว่า ราหุล คานธี ทายาทล่าสุดของตระกูลการเมืองโด่งดังที่สุดของอินเดีย จะก้าวขึ้นมาเป็นนายกฯ หลังการเลือกตั้ง
แต่นักการเมืองวัย 43 ปี ลูกของอดีตนายกฯราจีฟ คานธี และคุณแม่ชาวอิตาเลียนซอนยา คานธี ที่ถูกวางตัวเป็นหัวหน้าพรรคคองเกรส และเตรียมก้าวขึ้นเป็นนายกฯ คนที่ 4 ของตระกูลนี้ ไม่อาจจะสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจให้กับคนอินเดียส่วนใหญ่ได้ พรรคจึงพ่ายแพ้อย่างหมดรูปแบบในครั้งนี้ ซึ่งคงต้องใช้เวลาเลียแผลอีกนานทีเดียว
โมดี สร้างตัวเองจากนักการเมืองภูมิภาค ที่ถูกกล่าวหาว่าในช่วงที่เขาปกครองรัฐกุจราชนั้น เกิดจลาจลเมื่อปี 2002 เพราะความขัดแย้งทางศาสนา ทำให้มีคนตายเกือบ 1,000 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม โดยที่เขาในฐานะเป็นผู้บริหารสูงสุดของรัฐ ไม่ได้สนใจที่จะป้องกันความรุนแรงครั้งนั้น และเมื่อเกิดเหตุการณ์สังหารหมู่แล้ว ก็ไม่ได้ใส่ใจสอบสวนเอาคนผิดมาลงโทษ
นั่นจึงเป็นตราบาปทางการเมืองสำหรับ โมดี มาตลอด
แต่การหาเสียงครั้งนี้ เขากลับสามารถลบภาพในอดีตนั้นได้ กลายเป็นนักการเมืองที่คนอินเดียมองว่า สามารถเป็นผู้นำประเทศกลับไปสู่ภาวะเศรษฐกิจเฟื่องฟูได้ดีกว่านายราหุลของพรรคคองเกรสอย่างชัดเจน
คะแนนที่เทให้เขา ส่วนใหญ่มาจากผู้นำภาคเอกชน ที่เชื่อว่าเขาจะสามารถแก้ปัญหาฝังลึกทางเศรษฐกิจของประเทศ เพราะว่าฝีมือการบริหารเศรษฐกิจของรัฐกุจราช 13 ปี ที่เขาเป็นผู้รับผิดชอบ
คะแนนอีกส่วนหนึ่งมาจากชาวบ้าน ที่ประทับใจในประวัติของการต่อสู้ดิ้นรน จากการเป็นเด็กยากจนขายชาหน้าสถานีรถไฟ จนได้เป็นนักการเมืองระดับชาติ
เพราะว่า คนอินเดียกำลังโหยหาผู้นำที่แข็งแกร่ง และสามารถนำพาประเทศให้พ้นจากภาวะเศรษฐกิจที่ซึมๆ และขาดวิสัยทัศน์ในเวทีระหว่างประเทศ
เขาพิสูจน์ฝีมือบริหารรัฐกุจราช ด้วยการที่สามารถทำให้เศรษฐกิจโตปีละ 10% และจัดการปัญหาคอร์รัปชันได้ในระดับที่น่าพอใจ และอัตราความยากจนก็ลดลงเร็วกว่าตัวเลขเฉลี่ยของประเทศ อีกทั้งไฟฟ้าและน้ำ ก็มีให้ชาวบ้านได้ใช้ในระดับหมู่บ้าน
ศักราชใหม่การเมืองกำลังจะเริ่มที่อินเดีย และการเมืองวงศ์ตระกูลกำลังจะหมดสภาพ
เพราะว่า ราหุลกับแม่หาเสียงด้วยการใช้นโยบาย “ประชานิยม” เพื่อเอาใจรากหญ้า แต่ โมดี หาเสียงด้วยการตั้งคำถามว่า “บ้านเมืองเราย่ำแย่เพราะอะไร?” และเสนอทางออกที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาประเทศชาติ...อย่างแท้จริง






