ตอนนี้มีกระแสเรียกร้องให้แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีที่มีอำนาจเต็มให้เร่งเข้ามาทำการปฏิรูปการเมืองและฟื้นฟูเศรษฐกิจ
โดยน้ำหนักเอนเอียงมาด้านเศรษฐกิจมากขึ้น เพราะเริ่มกังวลว่าเศรษฐกิจได้ชะลอตัวลงอย่างมาก ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 1 ที่ปรับตัวลดลง 0.6% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2013 และหดตัวลงถึง 2.1% เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาส 4 ปี 2013 เป็นการยืนยันว่าเศรษฐกิจทรุดตัวลงเพราะปัญหาการเมืองแม้ว่าแบงก์ชาติจะปลอบใจว่าการหดตัวดังกล่าวมิได้ผิดคาดและจีดีพีไตรมาส 2 จะปรับตัวดีขึ้น ก็มิได้ทำให้ความหดหู่ลดลงเพราะหากการเมืองยังขัดแย้งต่อเนื่องไปในครึ่งหลังของปี ก็ไม่น่าที่เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ถึง 1.5-2.5% ตามที่สภาพัฒน์ฯ คาดการณ์ (ซึ่งปรับลดลงจากเดิมที่ 3-4%)
แต่ผมมีข้อสงสัยว่าการผลักดันให้นายก “คนกลาง” มีอำนาจเต็มเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจนั้นเรารู้หรือยังว่าจะเอาอำนาจดังกล่าวไปฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างไร กล่าวคือมีคำถามเช่น
1. จะเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยมาตรการระยะสั้นประการใดและไม่กลัวจะถูกกล่าวหาว่าเป็นนโยบายประชานิยมหรือ
2. หากจะนำเงินไปจ่ายคืนชาวนา แต่ยังมีการกล่าวหาและดำเนินคดีว่ามีคอร์รัปชันจะเสี่ยงต่อการมีส่วนในการเพิ่มความเสียหายแก่รัฐหรือไม่
3. หากจะลงทุนระยะยาวจะลงทุนอะไร เพราะโครงการบริหารจัดการน้ำก็ถูกเบรก รถไฟความเร็วสูงก็ลงไม่ได้ ก็คงเหลือแต่การรถไฟฟ้ารอบกรุงเทพฯและรถไฟรางคู่ (ซึ่งเป็นรางแคบที่เชื่อมต่อกับจีนและประเทศเพื่อนบ้านไม่ได้)
4. หากมีกลยุทธ์ใหม่เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจก็ต้องถามว่าจะมีการสอบถามความเห็นและได้รับความเห็นชอบจากประชาชนในลักษณะใดและจะเปิดโอกาสให้มีการแสดงความเห็นที่แตกต่างหรือไม่
ประเด็นดังกล่าวเป็นปัญหาสำหรับรัฐบาลทั้งที่มาจากการแต่งตั้งและเลือกตั้ง เพราะในช่วงที่ผ่านมาประเทศไทยอยู่ในวังวนของความขัดแย้งทางการเมือง (ว่าอำนาจอยู่กับผู้แทนราษฎรมากน้อยเพียงใด) จึงไม่มีเวลาเหลือที่ประชาชน นักการเมือง นักธุรกิจและข้าราชการจะร่วมกันแสวงหาฉันทามติในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ
ในขั้นแรกผมขอเสนอข้อมูลโครงสร้างเศรษฐกิจไทยเพื่อให้เห็นภาพว่าเศรษฐกิจไทยได้พัฒนาในทิศทางใดและปัจจุบันอยู่ที่จุดใด เพื่อจะประเมินว่าเราจะมีทางเลือกใดบ้างที่จะพัฒนาในอนาคต ซึ่งจากข้อมูล 63 ปี ย้อนหลังทำให้สรุปได้ดังนี้
1. ช่วง 1950-1980 เศรษฐกิจไทยเป็นเศรษฐกิจปิด คือการบริโภคภายในประเทศเป็นสัดส่วนหลักของเศรษฐกิจ (66.5-77.8%) ซึ่งการบริโภคระดับนี้มักจะเป็นลักษณะของประเทศขนาดใหญ่ (เช่น สหรัฐหรืออินเดีย) ที่มีประชากรและทรัพยากรมาก จึงไม่ต้องพึ่งพาการค้าขายและลงทุนกับต่างประเทศมากนัก
2. ปี 1980 ถึงปัจจุบันจะเห็นว่าสัดส่วนการบริโภคลดลงอย่างมากเหลือเพียง 51-57% ของจีดีพี แต่มิได้หมายความว่าการบริโภคลดลง ในทางตรงกันข้ามมูลค่าการบริโภคขยายตัวอย่างต่อเนื่องแต่จีดีพีขยายตัวเร็วกว่า เพราะเป็นช่วงที่ประเทศไทยอาศัยการส่งออกเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ทำให้ส่งออกขยายตัวอย่างรวดเร็วจาก 21.4% ในปี 1980 มาเป็น 74.0% ในปี 2013 กล่าวคือประเทศไทยในปัจจุบันเป็นเศรษฐกิจที่เปิดมากและพึ่งพากำลังซื้อจากต่างประเทศเป็นหลัก
3. ในส่วนของการลงทุนนั้นเป็นเรื่องที่ซับซ้อนกว่า คือช่วง 1950-1970 เป็นช่วงที่การลงทุนต่ำมากและเป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานโดยเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศในการสร้างเขื่อนและสร้างถนน/สนามบิน ซึ่งส่วนหนึ่งสืบเนื่องกับความมั่นคง (การต่อสู้กับคอมมิวนิสต์อินโดจีน) และการลงทุนของรัฐวิสาหกิจ ตลอดจนการดำเนินนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมทดแทนการนำเข้า (import substitution) ซึ่งมิได้ประสบผลสำเร็จมากนัก จึงปรับเปลี่ยนมาเป็นการส่งเสริมอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศทำให้ทั้งการลงทุนและการส่งออกขยายตัวอย่างมาก แต่ปัจจัยที่สำคัญอีกปัจจัยหนึ่งคือการพัฒนามาบตาพุด ซึ่งเป็นทั้งแหล่งพลังงาน (ก๊าซธรรมชาติ) ราคาถูก ท่าเรือและที่ตั้งโรงงานอุตสาหกรรม จะเห็นได้ว่าการลงทุนเพิ่มจาก 23.9% ของจีดีพีในปี 1970 มาเป็น 39.1% ของจีดีพีในปี 1990 ขณะที่การส่งออกก็เพิ่มขึ้นจาก 17.4% มาเป็น 36.5%
4. ปี 1991-2000 เป็นช่วงที่ไทยลงทุนโดยกู้เงินจากต่างประเทศมากเกินไป ทำให้ต้องเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจในปี 1997 จนการลงทุนต้องปรับลดลงอย่างมากหลังวิกฤติขณะที่การส่งออกปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเพราะเราต้องลดค่าเงินบาทและกระตุ้นการส่งออกเพื่อใช้คืนหนี้ (ไทยมิได้ประกาศพักชำระหนี้) ทำให้การส่งออกเพิ่มขึ้นจาก 36.5% ของจีดีพีมาเป็น 64.7% ในปี 2000
5. ตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา โครงสร้างเศรษฐกิจไทยทรงตัวแต่เอนเอียงไปสู่การพึ่งพาเศรษฐกิจโลกมากขึ้น คือการส่งออกมีสัดส่วนต่อจีดีพีเพิ่มขึ้นเป็น 74% ในปี 2013 ส่วนหนึ่งเพราะตั้งแต่ไทยมีปัญหาการเมือง (ปี 2005) นั้น จีดีพีไทยขยายตัวลดลง (ดังที่ผมเคยเขียนถึงในครั้งก่อนๆ) และยิ่งต้องพึ่งพาตลาดโลกมากขึ้น
ในครั้งหน้าผมจะขยายความเกี่ยวกับการพัฒนาทางเศรษฐกิจของไทยต่อไปอีกครับ






