หลังจากที่ผู้เขียนเขียนซีรีส์นี้มาเกือบห้าเดือน ตั้งแต่กลางเดือนมกราคม 2557 จนถึงสัปดาห์แรกหลังเกิดรัฐประหารรอบล่าสุดของประเทศไทย
ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 บัดนี้ก็ได้เวลาเขียนข้อเสนอข้อสุดท้ายเสียที
ข้อเสนอ 14. ให้ความรู้แก่สื่อมวลชนและบุคคลทั่วไปอย่างต่อเนื่อง ร่วมมือกันติดตามสอดส่องผู้กำกับดูแลตลาดทุน และผู้เล่นในตลาดทุกระดับ
ถึงวันนี้เราต้องยอมรับความจริงว่า ตลาดทุนเป็นทั้งเครื่องจักรสำคัญของเศรษฐกิจไทย และเป็นทั้งแหล่งและเครื่องมือแสวงประโยชน์โดยมิชอบของ “ระบอบทักษิณ” ในความหมาย “คอร์รัปชันทางตรง” และ “คอร์รัปชันทางอ้อม” หรือคอร์รัปชันเชิงนโยบาย ซึ่ง พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร และพวกพ้อง ฉวยใช้อย่างย่ามใจและลุแก่อำนาจ คู่ควรกับคำว่า “ระบอบทักษิณ” ด้วยประการทั้งปวง
แต่การกำจัดระบอบทักษิณจากตลาดทุนจริงๆ นั้น จะต้องใช้วิธีที่ชอบธรรมในระบอบประชาธิปไตย หาไม่แล้วการปฏิรูปไม่มีวันจะยั่งยืน เพราะอำนาจจากปลายกระบอกปืนบังคับให้คนเห็นด้วยไม่ได้
นอกจากนั้น พฤติกรรมของ “ระบอบทักษิณ” ในตลาดทุน ยังไม่ได้จำกัดอยู่เพียง พ.ต.ท. ทักษิณ ครอบครัวและพวกพ้องเท่านั้น แต่เป็นกันทุกสีทุกขั้ว
เศรษฐีบางคน ทั้งเศรษฐีที่อ้างตนเป็น “คนดี” ขึ้นเวทีม็อบ “มวลมหาประชาชน” และเศรษฐีที่อ้างตัวเป็น “นักประชาธิปไตย” ใส่เสื้อแดง เคยฉวยโอกาสใช้ข้อมูลภายใน ปั่นหุ้น เบียดบังหรือหลอกลวงนักลงทุนรายย่อย
ใส่เสื้อสีต่างกัน แต่พฤติกรรมในตลาดทุนแย่พอๆ กัน
ด้วยเหตุนี้ ต่อให้เกิดปาฏิหาริย์ พ.ต.ท.ทักษิณ และพวกพ้อง ไม่เข้ามาเกี่ยวข้องกับตลาดทุนอีกเลย ระบอบทักษิณ (ซึ่งในอนาคตจะไม่ได้ใช้ชื่อทักษิณแล้ว แต่เป็นชื่อนักธุรกิจการเมืองคนอื่นที่ฉวยโอกาสผ่านช่องว่างและช่องโหว่ชุดเดียวกัน) ก็จะยังดำรงอยู่ต่อไป
ปัญหาเกี่ยวกับตลาดทุนดังที่ปรากฏในข้อเสนอ 13 ข้อที่ผ่านมาของผู้เขียน หลายเรื่องเป็นพฤติกรรมที่ทำกันมามากและทำกันมานาน จนกลายเป็นเรื่อง “น่าเกลียดเป็นปกติ” สร้างบรรทัดฐานอันบิดเบี้ยว นักการเมืองทุกฝ่ายรู้เห็นเป็นใจ ไม่มีใครทำอะไรเพราะไม่อยากทุบหม้อข้าวของตัวเองหรือพวกพ้อง
การปฏิรูปตลาดทุนที่แท้จริงจึงต้องอาศัยแรงผลักดันจากนักลงทุนและประชาชน - ทุกสีเสื้อและทุกฟากฝั่ง
การเผยแพร่ความรู้เรื่องลักษณะปัญหาและผลกระทบจากคอร์รัปชันทางตรง และคอร์รัปชันทางอ้อม จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำ เพื่อหว่านล้อมระดมเสียงสนับสนุนการปฏิรูป โดยเฉพาะจากประชาชนที่ไม่สนใจหรือไม่เคยเห็นความจำเป็น
ส่วน “วิธีการ” ปฏิรูป ก็เป็นสิ่งที่จะต้องใช้กลไกในระบอบประชาธิปไตยเช่นกัน ปรึกษาหารือและพูดคุยกับทุกฝ่ายให้ครอบคลุมว่า เราควรปฏิรูปตลาดทุนเพื่อกำจัดระบอบทักษิณ “อย่างไร”
ใครไม่เห็นด้วยกับ “วิธีการ” อย่างน้อยจะได้เห็น “ความจำเป็น” ของการปฏิรูป ไม่ออกมาขัดขวาง หรือรู้สึกว่าไม่เป็นธรรม
ถึงที่สุดแล้ว การร่วมมือกันระหว่างสื่อมวลชน นักลงทุน และประชาชนคนธรรมดา ในการจับตา ติดตาม และตรวจสอบพฤติกรรมของผู้เล่นในตลาดทุนและผู้กำกับดูแลทุกระดับ จำเป็นอย่างยิ่งต่อการจัดการกับปัญหาใหญ่ที่ข้อเสนอทั้ง 13 ข้อก่อนหน้านี้ของผู้เขียนไม่อาจแก้ได้ นั่นคือ การที่นักธุรกิจการเมืองมีอำนาจล้นหลามจนสามารถสั่ง หรือส่งอิทธิพลให้ภาครัฐบิดเบือนเจตนารมณ์ของกฎหมายหรือแกล้งหลับตาข้างหนึ่ง
ดังเช่นวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2549 เมื่อผู้กำกับดูแลและข้าราชการระดับสูง ตั้งแต่ปลัดกระทรวงการคลัง อธิบดีกรมสรรพากร ตลอดจนเลขาธิการคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในสมัยนั้น ออกมานั่งหน้าสลอนแถลงข่าว ปกป้องดีลขายหุ้นชินคอร์ป - ซึ่งหลายปีต่อมาถูกพิสูจน์ในชั้นศาลว่า ถูกซุกโดย พ.ต.ท. ทักษิณ และภรรยา - ยืนกรานว่า “ไม่มีอะไรผิดกฎหมาย”
จะระดมพลังประชาชนผลักดันการปฏิรูปและร่วมกันสอดส่องดูแลไม่ให้เกิดเหตุการณ์อัปยศเช่นนี้อีกได้ เราก็จะต้องก้าวข้ามกับดักทางความคิดสองอย่าง -
หนึ่ง ความเชื่อมั่นในพลังของประชาชนว่าบีบให้รัฐบาลยุบสภาได้ แต่ไม่เชื่อว่าประชาชนบีบให้นักการเมืองปฏิรูปได้
สอง ความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลต้องมาจากการเลือกตั้งเท่านั้น แต่ไม่แยแสที่จะผลักดันการปฏิรูปปรับปรุงกลไกตรวจสอบรัฐ
สุดท้าย การปฏิรูปตลาดทุนเหมือนกับการปฏิรูประดับชาติเรื่องอื่นๆ ในยุคข้อมูลข่าวสารท่วมท้น ประชาชนโหยหาเสรีภาพ ตรงที่มันจะสำเร็จได้อย่างยั่งยืน ไม่ถูกใครรื้อถอนหรือคัดค้านหัวชนฝา ก็ต่อเมื่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมี “ฉันทามติ” ร่วมกันว่า การปฏิรูปนั้นๆ จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ
ด้วยเหตุนี้ การปฏิรูปที่มีความชอบธรรม จึงต้องกระทำในระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น
เพื่อผลักดันการปฏิรูปที่แท้จริง ผู้เขียนขอให้อำนาจอธิปไตยกลับคืนสู่มือของปวงชนชาวไทยให้เร็วที่สุด






