วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เปิดแข่งขันเสรี'ร้านค้าปลอดอากร' ทางเลือกไทยไม่พร้อม'ลดภาษีนำเข้า'

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทาง ของนักท่องเที่ยวทั่วโลก ในปี 2556 มีจำนวนนักท่องเที่ยวเข้ามากกว่า 26 ล้านคน

นอกจากแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรม ไทยยังมีภูมิอากาศ ภูมิประเทศเอื้ออำนวยต่อกิจกรรมพักผ่อนกลางแจ้งอีกมากมาย เป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวได้เพิ่มขึ้นตลอดเวลา คาดการณ์สูงถึง 40 ล้านคนใน 5 ปีข้างหน้า การเพิ่มขึ้นของจำนวนนักท่องเที่ยวเป็นปัจจัยสำคัญกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะมีเงินสะพัดในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั้งร้านอาหาร โรงแรม สปา ค้าปลีก โดยสถิติปีที่ผ่านมา ข้อมูลจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ระบุว่ามีการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่อคน 4,437 บาทต่อวัน ส่งผลต่ออุตสาหกรรมอื่นๆ ในประเทศได้รับผลดีจากเม็ดเงินหมุนเวียนเพิ่มขึ้นในระบบด้วยเช่นกัน

เป็นที่ทราบกันดีว่านักท่องเที่ยวจำนวน "มากกว่าครึ่ง" มาจากประเทศในเอเชีย โดยเฉพาะ "จีน" ซึ่งมีพฤติกรรมชอบการจับจ่ายและชอปปิงสินค้าแฟชั่น แบรนด์เนม ขณะที่สินค้าหมวดดังกล่าว "ไทย" ไม่สามารถแข่งขันกับเพื่อนบ้านได้ เพราะราคาสูงกว่า ความหลากหลายน้อยกว่า ขณะที่ภาคเอกชน กลุ่มผู้ค้าปลีก แฟชั่น แบรนด์เนม เสนอภาครัฐพิจารณาแนวทางเพิ่มศักยภาพการแข่งขันทางธุรกิจและโอกาสในการแข่งขันของไทยด้วยการ "ลดอัตราภาษีนำเข้า" สินค้าสำหรับนักท่องเที่ยวเหลือ 0% เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายนักท่องเที่ยวมากขึ้น รวมไปถึงบรรดาขาช้อปชาวไทยที่นิยมชอปปิงในต่างประเทศจะหันกลับมาซื้อสินค้าเหล่านี้ในไทยแทน

ขณะที่มาตรการลดภาษีนำเข้า 0% ยังมีความกังวลจากหลายภาคส่วนจะส่งผลกระทบต่อ "ไทยแบรนด์" ตกอยู่ในสภาพเสียเปรียบทางการแข่งขัน ทำให้แนวทางดังกล่าวคงสถานะ "อยู่ระหว่างศึกษา" มาโดยตลอด ล่าสุดสมาคมผู้ค้าปลีก นำเสนอแนวคิดร่วมจากหลายภาคส่วน อาทิ สภาพอุตสาหกรรม กระทรวงการคลัง เห็นว่าการเปิดร้านค้าปลอดอากร (Duty Free) แทนการลดภาษีนำเข้า เป็นหนึ่งใน "ทางเลือก" ดึงดูดนักช้อปต่างชาติและกระตุ้นการจับจ่ายของนักท่องเที่ยวในไทย ภายใต้สถานการณ์ประเทศไทยท่ามกลาง "ปัจจัยลบ" ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายจำเป็นต้องต้องหาวิธีกระตุ้นการใช้จ่ายทุกรูปแบบเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ข้อเสนอที่สมาคมฯ เสนอต่อภาครัฐ ต้องการให้ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการรายอื่นๆ เข้ามาดำเนินธุรกิจร้านค้าปลอดภาษีในสนามบิน เพื่อเปิดแข่งขันเสรีในทุกโลเคชั่นในไทยซึ่งรัฐจะสร้างรายได้มากขึ้น ทั้งนี้ได้เสนอการเปิดร้านค้าปลอดอากรขายสินค้าผ่าน pick - up counter ที่สนามบินเพิ่มขึ้น ไม่ควรจำกัดเฉพาะผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่ง และอำนวยความสะดวกสำหรับลูกค้าที่ต้องการรับสินค้าที่สนามบิน (pick - up counter) โดยภาครัฐควรเปิดโอกาสให้บริษัทที่มีความชำนาญที่สนใจเข้าประมูลแข่งขันเพื่อดำเนินการบริการส่งมอบสินค้า การส่งเสริมให้มีการเปิดร้านปลอดอากรขาออกในเมือง (Duty Free Shop) ภายในประเทศโดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น อนุญาตให้นักท่องเที่ยวเลือกซื้อสินค้าในร้านค้าปลอดอากรขาออกในเมือง โดยสามารถนำสินค้าติดตัวไปได้ เป็นต้น มาตรการเหล่านี้จะเป็นกลไกผลักดัน "สินค้าไทย" มีโอกาสซื้อขายเพิ่มมากขึ้นด้วย

ทั้งนี้ ที่ผ่านมากรมศุลกากร เปิดช่องให้ดำเนินการทำธุรกิจร้านค้าปลอดอากร (Duty Free) อย่างเสรี แต่ในความเป็นจริงมีข้อปฏิบัติและระเบียบมีขั้นตอนมาก อีกทั้งการบริหารเชิงพาณิชย์ในสนามบินสุวรรณภูมิ ควรเปิดโอกาสให้มีผู้ประกอบการหลายราย เพื่อนักท่องเที่ยวมีตัวเลือกมากยิ่งขึ้น โดยปัจจุบันมีหลายกลุ่มทุนที่สนใจขยายธุรกิจด้านร้านค้าปลอดอากร อาทิ ลอตเต้ (Lotte) ผู้นำธุรกิจดิวตี้ฟรีในประเทศเกาหลี แม้กระทั่งผู้ประกอบการไทยหลายรายสนใจเข้าสู่ธุรกิจนี้ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเดอะมอลล์ เซ็นทรัล มองว่า "ไทย" มีพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงในการเปิดร้านค้าปลอดอากร อาทิ ภูเก็ต สวรรค์ของนักท่องเที่ยวทั่วโลก แต่ละปีมีนักท่องเที่ยวมาเยือนเพิ่มขึ้นกว่า 10% ปี 2556 มีนักท่องเที่ยวเยือนภูเก็ตกว่า 11 ล้านคน

การเพิ่มมาตรการเปิดรับร้านค้าปลอดอากร สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเพื่อช้อปปิ้งได้ จะทำให้ไทยเป็นจุดหมายที่มีศักยภาพไม่แพ้ ฮ่องกง หรือ สิงคโปร์ ส่งผลให้หลายภาคธุรกิจ ทั้งกลุ่มค้าปลีก กลุ่มธุรกิจบริการ โรงแรม สปา ขนส่งมวลชน ร้านอาหาร ฯลฯ มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการเข้ามาจับจ่ายและท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวเพิ่มจำนวนขึ้นแต่รัฐยังไม่มีนโยบายลดภาษีนำเข้า