วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

อนาคตท่องเที่ยวไทย : Dancing with the Dragon? (2)

เมื่อเดือนที่แล้วเราพูดถึงจีนว่าเป็นประเทศมหาอำนาจด้านการซื้อบริการท่องเที่ยวไปแล้ว แต่จำนวนอันมหาศาลของนักท่องเที่ยวจีน

ตลอดจนพฤติกรรมที่แตกต่างจากตลาดเดิมๆ จะทำให้เราต้องพยายามเข้าใจกลุ่มผู้มาเยือนจากประเทศจีนมากขึ้น

จีนเป็นตลาดที่สำคัญมาก แม้แต่ UNWTO ก็ได้ปรับการพยากรณ์ว่าตลาดท่องเที่ยวของโลกใน พ.ศ. 2573 เป็นนักท่องเที่ยวจากประเทศจีนถึง 200 ล้านคน ลองคิดดูว่า หากคนจีนมาเที่ยวไทยแค่ร้อยละ 10 คือ 20 ล้านคน ถนนหนทางร้านรวงของคนไทยคงเต็มไปด้วยคนจีนจะคึกคักโกลาหลขนาดไหนที่สำคัญก็คือ จีนเป็นตลาดที่รายได้ต่อหัวโตเร็วกว่าจำนวน เมื่อรายได้ของคนจีนเพิ่มมากขึ้น คนจีนก็จะเริ่มออกเที่ยวมากขึ้น ไทยเป็นจุดหมายปลายทางแรกๆ ที่คนจีนจะทดลองไปเที่ยวเมื่อเดินทางไปต่างประเทศครั้งแรก ทำนองเดียวกับคนไทยที่ออกต่างประเทศครั้งแรกก็จะเลือกไปฮ่องกง และคนจีนเป็นคนหน้าใหญ่มือเติบ ชอบกินชอบซื้อ ค่าใช้จ่ายต่อหัวมีโอกาสที่จะสูงขึ้นได้ ถ้าเราเจาะตลาดถูกกลุ่ม

ข้อมูลของ UNWTO 2014 ระบุลักษณะของนักท่องเที่ยวจีนในปัจจุบันว่า กว่าร้อยละ 60 เป็นคนหนุ่มสาวอายุไม่เกิน 35 ปี มีรายได้ตั้งแต่ 3,000 - 10,000 หยวน ใช้เวลาท่องเที่ยวโดยเฉลี่ย 5 - 10 วัน ข้อมูลในประเทศไทยพบว่า คนจีนท่องเที่ยวในไทย 6 - 7 วัน และมีค่าใช้จ่าย 4,800 บาท/วัน/คน และมีแนวโน้มจะเที่ยวเป็นเอกเทศมากขึ้น คือสัดส่วนของคนจีนที่มากับกรุ๊ปทัวร์จะลดลง ที่จริงแล้วนักท่องเที่ยวจีนระดับไฮเอนด์ที่มือเติบมักชอบไปยุโรป ทำนองเดียวกับไฮโซไฮซ้อของเรานั่นแหละ

นักท่องเที่ยวจีนชอบใช้อินเทอร์เน็ต จีนเป็นประเทศที่มีจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตสูงในอันดับแรกๆ ของโลก ในปี พ.ศ. 2556 มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตถึง 618 ล้านคน หรือร้อยละ 45.8 ของชาวจีนทั้งประเทศ จำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตร้อยละ 73 เป็นการใช้ผ่านอุปกรณ์โมไบล์ นักท่องเที่ยวกลุ่มที่พึ่งพาอินเทอร์เน็ตของจีน ในการหาข้อมูลและวางแผนการท่องเที่ยวนี้เรียกว่า เป็นกลุ่ม So Lo Mo (Social, Local, Mobile) โดยกลุ่มนี้นิยมชมชอบการใช้ smart phone และ tablets ในการหาข้อมูล ดูแผนที่ผ่าน Mobile application และนิยมท่องเที่ยวเพื่อหาประสบการณ์ในท้องถิ่น กลุ่มนี้ผู้เขียนคิดว่า น่าจะใกล้เคียงไปทางฝรั่งรุ่นใหม่แถวถนนข้าวสาร คือ กินง่าย อยู่ง่าย ประหยัด และทนร้อนทนหนาว ความจริงเป็นอย่างไรก็ต้องทำการวิจัยกันต่อไป

การท่องเที่ยวของจีนจะยังมีลักษณะเป็นฤดูกาลอยู่คือ จะมาช่วงวันหยุดตรุษจีน และช่วงปิดเทอม ตลาดจีนค่อนข้างอ่อนไหวต่อวิกฤติ โดยเฉพาะเรื่องวิกฤติความขัดแย้งทางการเมือง เพราะนักท่องเที่ยวจีนจะปฏิบัติตามประกาศและคำเตือนของรัฐบาลอย่างเคร่งครัดยกตัวอย่างเช่น ในปี พ.ศ. 2552 เมื่อมีความรุนแรงในกรุงเทพมหานคร เราสูญเสียนักท่องเที่ยวจีนถึงร้อยละ 46.7 ในเวลาเพียง 1 เดือน

ประเทศคู่แข่งของไทยในตลาดจีนคือ สิงคโปร์ และเวียดนาม การศึกษาที่มาของการขยายตัวของตลาดจีนในอาเซียนของ ดร.อัครพงศ์ อั้นทอง พบว่า การเติบโตของจำนวนนักท่องเที่ยวจีนไม่ได้มาจากความสามารถในการแข่งขัน แต่เกิดจากการขยายตัวของตลาดจีนโดยทั่วไป เมื่อคนจีนรวยขึ้นก็ท่องเที่ยวมากขึ้น และเมื่อมาเปรียบเทียบ สัดส่วนตลาดจีนในไทยกับสัดส่วนของตลาดคู่แข่งในอาเซียนพบว่า ระหว่าง พ.ศ. 2545 และ พ.ศ. 2554 ไทยตกอยู่ในสถานะที่เรียกว่า คว้าไม่ทัน กล่าวคือ แม้ว่าคนจีนจะมาเที่ยวไทยในอัตราที่เพิ่มขึ้น แต่ก็เพิ่มขึ้นในอัตราที่ต่ำกว่า การขยายตัวของนักท่องเที่ยวที่ไปยังตลาดอาเซียนทั้งหมด ทั้งหมดนี้หมายความว่า เราไม่ควรดีใจและชะล่าใจเกินไป ก็เริ่มคิดถึงวิธีที่จะรักษาความสามารถในการแข่งขัน และการต้อนรับขับสู้ที่เหมาะกับพฤติกรรมนักท่องเที่ยวจีน

ยกตัวอย่างว่า นักท่องเที่ยวจีนชอบรับประทานบุฟเฟ่ต์ แต่จะตักอาหารมาเกิน วางจนล้นโต๊ะรับประทานไม่หมดโรงแรมก็ควรเซทราคาพิเศษให้นักท่องเที่ยวจีน ส่วนคนไทยก็ให้ซื้อบัตรเป็นสมาชิก Club rate เสียจะได้ดูไม่น่าเกลียดเวลาเราไปเมืองเขา เราเข้าชมสถานที่ต่างๆ ก็คนละราคากับคนจีน ส่วนที่พักก็ให้แยกชั้น ห้องอาหารก็ให้แยกห้องแยกพื้นที่ ที่มายอก้า ประเทศสเปน แหล่งท่องเที่ยวหลักของสเปนก็แบ่งเขตท่องเที่ยวระหว่างคนอังกฤษกับเยอรมันออกจากกัน เพราะพฤติกรรมการเที่ยวและการใช้ชีวิตต่างๆ กันชอบอาหารลักษณะต่างกัน คนอังกฤษรับประทานจานไม่ใหญ่นัก แต่คนเยอรมันต้องการปริมาณมาก คนเยอรมันชอบเที่ยวกลางคืนมากกว่าคนอังกฤษ

คนจีนสนใจอะไรในประเทศไทย คนจีนไม่ค่อยสนใจแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ คนจีนเป็นคนตรงไปตรงมา ถ้าถามอย่างนี้ก็จะตอบว่าประวัติศาสตร์จีนยาวนานกว่าไทยมาก คนจีนสนใจอาหารไทย แต่จะบ่นว่าเผ็ดไป ที่สำคัญคือ คนจีนชอบทานอาหารหลายๆ อย่าง เพราะการกินทิ้งกินขว้างเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ ดังนั้น หากร้านอาหารของไทยจะเสิร์ฟอาหารให้นักท่องเที่ยวคนจีน แทนที่เราจะเสิร์ฟ 6 อย่างเป็นจานใหญ่ๆ ก็น่าจะเปลี่ยนมาเสิร์ฟอาหาร 9 อย่าง แทน แต่ให้เป็นลักษณะออเดิร์ฟเย็น ออเดิร์ฟร้อน จานเล็กๆ แยกจานมาให้เห็นจะจะ สัก 4 อย่าง เช่น ทอดมัน กระบองทอด ไส้อั่ว ผักดอง ส้มตำ ฯลฯ อาหารประเภทโปรตีนไม่จำเป็นต้องมีในทุกจาน แต่ต้องการความหลากหลาย

ถ้าไม่มีวิกฤติการเมืองแล้วละก็ ปัญหาการท่องเที่ยวของไทยไม่ใช่ปัญหาขาดแคลนดีมานด์หรือไม่มีใครอยากมาเที่ยวเมืองไทย แต่เป็นปัญหาการจัดการการรองรับให้เหมาะสมให้มีกำไรพอควรไม่ต้องเฉือนเนื้อแข่งขันลดราคาขาดทุนกันอยู่อย่างเช่นทุกวันนี้ ไม่ให้ทรัพยากรธรรมชาติเสื่อมโทรม ไม่ให้ชาวบ้านที่ไม่ได้ผลประโยชน์จากการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบ (จนต้องออกมาประท้วงนักท่องเที่ยวชาวจีนอย่างที่ฮ่องกงและมาเก๊าเคยประสบมาแล้ว)

ยังไงๆ อนาคตของประเทศไทยก็ไม่พ้นต้องสืบสานธุรกิจท่องเที่ยวกับคนจีนแน่นอนเตรียมตัวเตรียมใจไว้เถอะค่ะ