วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

Divergence Diversity and Convergence (26) : รัฐกับตลาด

สหรัฐอเมริกาเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจในหลายๆ มิติ ความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจมากับความยิ่งใหญ่เป็นมหาอำนาจทั้งทางเศรษฐกิจและทางทหาร

เป็นประเทศที่เคยมีทรัพยากรมากในระยะเริ่มแรกและสร้างความได้เปรียบให้กับตนเอง ในขณะเดียวกันก็เป็นตัวอย่างของความสำเร็จและวิธีการในการสร้างสถาบันของระบบทุนนิยม สร้างคน สร้างทุน และสร้างความรู้เป็นตัวอย่างที่น่าศึกษาในเรื่องของที่มาของความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ในฐานะที่เป็นผู้บุกเบิก เป็นผู้นำในระบบการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของคนอเมริกันจนเรียกกันว่าเป็น American System of Manufacturing หรือระบบการผลิตในปริมาณมากๆ สำหรับผู้ใช้จำนวนมากในสินค้ามาตรฐานเดียวกันที่เรียกว่า Mass Production หรือ Fordism

อเมริกาพัฒนาก่อนใครในหลายๆ อุตสาหกรรมสำหรับผลิตภัณฑ์ที่รู้จักกันดีมีอยู่มากมาย เช่น กิจการเหมืองแร่ธรณีวิทยา กิจการขุดเจาะและกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม กิจการไฟฟ้า อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ รถยนต์ คอมพิวเตอร์ เรือบิน จักรเย็บผ้า อุปกรณ์ที่ใช้ผลิตเครื่องจักร เครื่องเก็บเกี่ยว เครื่องนวด หรือกรณีของภาพยนตร์ที่สามารถเข้าไปจับตลาดคนฝรั่งเศสที่เคยต่อต้านไม่ยอมรับอะไรที่เป็นอเมริกัน เป็นต้น แต่ในที่สุดไม่ว่าอเมริกาจะเคยยิ่งใหญ่หรือประสบความสำเร็จเพียงใด ความเสื่อมคลายหรือการถดถอยก็เกิดขึ้นไม่ว่าจะมองในเชิงเปรียบเทียบหรือไม่ก็ตาม หรือในเรื่องการเมืองการปกครอง ระบบประธานาธิบดีของอเมริกาก็มีที่มา การทำงานที่ไม่เหมือนใคร นักวิชาการจำนวนมากเห็นว่าเป็นระบบที่ได้รัฐบาลที่อ่อนแอ ไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งถ้าเป็นจริงปัจจัยการเมืองในเชิงระบบหรือพฤติกรรมจะอธิบายความรุ่งเรืองและความเสื่อมสภาพของอเมริกาในเวลาที่ผ่านมาได้อย่างไร

อเมริกาเป็นตัวอย่างของสังคมที่ไม่ไว้ใจรัฐ โดยเฉพาะรัฐที่ใหญ่โตไม่อยากเห็นการแทรกแซงของรัฐที่ไม่จำเป็น สังคมอเมริกันเคยเรียนรู้จากความไม่เอาไหนของรัฐในการออกกฎหมาย เช่น กฎหมายห้ามการผลิตเหล้า ซึ่งก็ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงจนต้องยกเลิก คนอเมริกันบูชาหรือมีจิตสำนึกที่ให้ความสำคัญกับกลไกตลาดและเสรีภาพของผู้คน และไม่ลำบากใจที่จะยัดเยียดความเชื่อหรืออุดมการณ์นี้แก่ชาวโลก เมื่ออเมริกาเป็นสังคมเปิดและคนอเมริกันเชื่อในระบบการแข่งขันและความสำคัญของกลไกตลาด ในอดีต คนอเมริกันจึงยอมรับและมีความอดทนสูงต่อความไม่เท่าเทียมกันในรายได้และทรัพย์สินเพราะคิดว่าโอกาสเปิดให้แก่ทุกคนในระบบตลาดเสรี นักการเมืองและรัฐบาลเองก็เชื่อเช่นนี้ เชื่อในพลังของตลาดจนบ่อยครั้งในประวัติศาสตร์จนถึงปัจจุบัน รัฐปล่อยให้ตลาดหรือภาคธุรกิจโดยเฉพาะธุรกิจการเงินทำงานโดยปราศจากเครื่องมือ การควบคุมกำกับดูแลที่เหมาะสมอย่างที่ควรจะเป็นจนก่อตัวเป็นวิกฤตทางเศรษฐกิจและการเงินที่รุนแรงขึ้นเรื่อยมา และที่สำคัญอเมริกาสามารถใช้จ่ายเกินตัวโดยที่โลกที่เหลือค้ำจุนได้อย่างยั่งยืนเป็นเวลานาน

อเมริกาเป็นตัวอย่างของประเทศที่ในอดีตมีนโยบายเปิดรับแรงงานอพยพอย่างเสรีไม่ต่างจากการเคลื่อนย้ายทุนหรือสินค้า จนมีจำนวนแรงงานต่างด้าวมากที่สุดในโลกอเมริกาจึงเป็นตัวอย่างของสังคมเปิดที่เสมือนเป็นเบ้าหลอมของคนที่มาจากต่างเชื้อชาติ ต่างวัฒนธรรม ทั้งหมดนี้ชวนให้อเมริกาเป็นประเทศที่น่าศึกษา มีความน่าพิสมัย หลายอย่างเป็นปริศนา มีความขัดแย้งในตัวเองไม่ใช่เฉพาะเรื่องความสำคัญของตลาด สถาบันและรัฐเท่านั้น เป็นตัวอย่างของประเทศที่ครั้งหนึ่งเคยเลือกที่จะอยู่อย่างโดดเดี่ยวมากกว่าที่จะไปสร้างอาณาจักรครองโลกเหมือนที่อังกฤษเคยกระทำ แต่ก็สามารถเป็นเจ้าโลกหลังสงครามโดยไม่จำเป็นต้องไปยึดครอง

ในเรื่องนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (การค้าการลงทุน) หรือนโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรม (Industrial policy) แม้อเมริกาอาจจะใช้นโยบายการตั้งกำแพงภาษีสูงเรื่อยมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ตามวิสัยทัศน์ของ Hamilton หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยกเว้นกรณีของอุตสาหกรรมการสร้างเรือบิน ซึ่งเป็นตัวอย่างของบทบาทของรัฐที่ประสบความสำเร็จในการส่งเสริม อเมริกาไม่มีการใช้ Industrial policy ในเชิงรุก ซึ่งได้แก่การเลือกอุตสาหกรรมที่คิดว่าจะมีอนาคตเป็นผู้ชนะในตลาดโลก หรือ picking the winner ทุกอย่างขับเคลื่อนโดยความได้เปรียบและความสามารถของภาคเอกชน จริงๆ แล้วกรณีตัวอย่างการแทรกแซงของรัฐที่ล้มเหลว เป็นกรณีที่รัฐส่งเสริมผู้แพ้มากกว่าการเลือกอุตสาหกรรมที่จะเป็นผู้ชนะ ซึ่งกรณีนี้เกิดขึ้นหลังสงครามครั้งที่ 2 เช่นในกรณีของอุตสาหกรรมเหล็ก เกิดจากการที่รัฐปกป้องคุ้มครองอุตสาหกรรมที่เคยยิ่งใหญ่ในโลกกำลังเป็นผู้แพ้ในกลางทศวรรษ 1970 แพ้ญี่ปุ่นหรือเกาหลีในเรื่องขีดความสามารถการแข่งขัน โดยเป็นความผิดพลาดของฝ่ายจัดการและแรงงานในการปรับตัวซึ่งเป็นเรื่องของวิสัยทัศน์และการจัดการกับปัญหา ซึ่งก็คล้ายๆ กับกรณีรถยนต์ที่อเมริกาเคยยิ่งใหญ่ แต่ก็ไม่สามารถต้านการผงาดขึ้นของญี่ปุ่นซึ่งเด่นกว่าอเมริกามากไม่ว่าจะมองจากความเหนือกว่าทางด้าน Productivity หรือคุณภาพของสินค้าโดยรวม

แม้รัฐจะมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาระยะยาวในกรณีของอเมริกา แต่ในภาพรวมกลไกทางด้านสถาบันและพลังตลาดรวมทั้งทรัพยากรธรรมชาติที่ประเทศมีและหดหายไปในช่วงต่างๆ มีความสำคัญมากกว่ารัฐในการกำหนดมาตรฐานการครองชีพของคนอเมริกัน กำหนด Productivity และขีดความสามารถในการแข่งขัน กำหนดความยิ่งใหญ่และส่วนแบ่งของอเมริกาในโลกในเรื่องของการค้ากับชาวโลก ในกรณีของอเมริกาเมื่อเทียบกับเอเชียตะวันออก นโยบายการค้าต่างประเทศของอเมริกาไม่ได้เน้นการส่งเสริมอุตสาหกรรมทารกหรือการตั้งเป้าการส่งออกในเชิงรุก ซึ่งเป็นวิสัยทัศน์ที่ Hamilton วาดไว้ในปี ค.ศ.1900 แม้อเมริกาจะเป็นประเทศอุตสาหกรรมเต็มตัวเมื่อวัดจากสัดส่วนของอุตสาหกรรมของประเทศต่อผลผลิตอุตสาหกรรมของโลก (สูงที่สุดคือ อเมริกา 23.6 อังกฤษ 18.5 เยอรมนี 13.2 รัสเซีย 8.8 จีน 6.2 ญี่ปุ่น 2.4 ประเทศในโลกที่สาม 11.0) หรือถ้าวัดระดับการพัฒนาอุตสาหกรรมโดยปรับขนาดของประชากร อเมริกาอยู่ในระดับร้อยละ 70 ของอังกฤษ ซึ่งสูงกว่าเยอรมนีที่อยู่ในระดับร้อยละ 52 กระนั้นก็ตามอเมริกาก็ต่างจากอังกฤษในปี 1900 อเมริกาก็ยังส่งออกสินค้าขั้นปฐมเช่น ฝ้าย ธัญพืช เนื้อสัตว์ ไม้ ยาสูบและน้ำมันสูงถึงสองในสาม โดยที่สินค้าอุตสาหกรรมเป็นเพียงหนึ่งในสาม กระทั่งทศวรรษ 1930 และ 1970 สินค้าอุตสาหกรรมต่อการส่งออกได้สูงขึ้นถึงร้อยละ 50 สัดส่วนนี้ต่ำกว่าประเทศอุตสาหกรรมใหม่รวมทั้งประเทศไทยในปัจจุบัน และแน่นอนว่าความได้เปรียบและความเสียเปรียบในการแข่งขันในรายและสาขาอุตสาหกรรมมีขึ้นมีลงและบ้างก็มีการฟื้นตัว

เมื่อพูดถึงขีดความสามารถในการแข่งขัน อัตราความเจริญเติบโต การเติบโตของผลิตภาพหรือ Productivity ในตัวแปรต่างๆ ทั้งในภาพรวมและรายอุตสาหกรรมมีเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้องกันและกันต้องพิจารณาอยู่มาก เป็นเรื่องของเศรษฐกิจมหภาคและจุลภาค เรื่องของความแตกต่างหรือช่องว่างระหว่างรายได้และผลิตภาพระหว่างอเมริกากับประเทศและภูมิภาคอื่น แต่สำหรับกรณีของอเมริกา ภาพที่คนไม่ลืมคือเรื่องของเทคโนโลยีเพราะอเมริกาเคยเป็นผู้นำทางเทคโนโลยีในหลายๆ ด้านที่ผู้อื่นต้องไล่ตามหรือไล่กวดให้ทัน หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โลกมันเปลี่ยนไป มันเปลี่ยนความได้เปรียบที่อเมริกาเคยมีในอดีตจนเป็นความเสียเปรียบ

ในประเด็นนี้ พัฒนาการของความยิ่งใหญ่ของอเมริกาหรือการเป็นผู้นำ Hegemon ก็มีลักษณะที่ค่อนข้างพิสดาร