ความพยายามหาทางออกจากวิกฤติการเมือง ของประเทศในขณะนี้ ถือว่าเป็นความพยายามอีกครั้ง
หลังจากสถานการณ์เริ่มกลับมาเผชิญหน้ากันมากขึ้น ระหว่างฝ่ายรัฐบาลและกลุ่มสนับสนุน กับกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย ให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) แต่หากติดตามแนวคิดต่างๆ ที่พยายามเสนอกันออกมาจากคนหลายกลุ่ม ก็จะเห็นว่ามีแนวทางไม่มากนักที่ต้องเลือกเดิน ซึ่งแต่ละแนวทางย่อมเกิดปัญหาต่างๆ กันตามมา
แนวทางแรก ฝ่ายรัฐบาลและผู้สนับสนุน ยังยืนยันในแนวคิดและเชื่อว่าปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง จะคลี่คลายลง หากสามารถจัดการเลือกตั้งได้ และเห็นว่าการเลือกตั้งเท่านั้นจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด ของการแก้ปัญหาในระบอบประชาธิปไตย ดังนั้น จึงยืนยันว่าจะต้องมีการจัดการเลือกตั้งโดยเร็วที่สุด ซึ่งขณะนี้รัฐบาลอยู่ระหว่างการนัดหมายกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อกำหนดวันเลือกตั้งและเสนอร่างพระราชกฤษฎีกา เพื่อให้มีผลบังคับใช้ ซึ่งต้องรอดูว่าจะมีการหารือกันเมื่อใด
แนวทางที่สอง กลุ่ม กปปส. ที่ปักหลักชุมนุมต่อต้านรัฐบาลกว่า 6 เดือน ซึ่งถือว่าเป็นการชุมนุมที่ยาวนานมาก ยังคงยืนยันในจุดยืนเดิม กล่าวคือ ต้องมีการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในหลายๆ ด้าน เพราะเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่สังคมไทยจะต้องปฏิรูปหรือมีแผนการปฏิรูปกันอย่างจริงจังเสียที ซึ่งที่ผ่านมา ผลกระทบจากนโยบายพรรคการเมืองนั้น ได้สร้างผลกระทบต่อหลายด้าน และในระหว่างการปฏิรูปนั้น ควรมีรัฐบาลรักษาการเข้ามาจัดการปฏิรูปเป็นการชั่วคราว โดยอาศัยมาตรา 7
ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างสองขั้วที่เกิดขึ้นมานาน ไม่เพียงแต่ความขัดแย้งระหว่างฝ่ายการเมืองเท่านั้น ยังขยายวงกว้างออกไปสู่ประชาชนและดูเหมือนว่าคนที่เข้ามาร่วมจะเพิ่มมากขึ้น ทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับแนวคิดของฝ่ายหนึ่ง แต่ก็ปรากฏว่ามีผู้เสนอแนวคิดว่าควรมีทางออกสายกลางขึ้นมา กล่าวคือ มีรัฐบาลรักษาการหรือรัฐบาลเฉพาะกิจ โดยไม่ต้องใช้มาตรา 7 แต่ประเด็นสำคัญคือทั้งสองฝ่ายจะต้องยอมถอยคนละก้าว เพื่อให้ทุกฝ่ายมีส่วนในรัฐบาลเฉพาะกิจ และมีตัวแทนเข้ามาผลักดันการปฏิรูป
ดังนั้น เท่ากับว่าบรรดาทางออกทั้งหลายที่พึงมี เพื่อแก้ความขัดแย้ง ได้ถูกนำมาวางเรียงกันแทบทุกแนวทาง โดยแนวทางแรก เป็นแนวทางเลือกตั้ง คือ การแก้ปัญหาที่ดีที่สุด แนวทางที่สอง คือ การปฏิรูปสังคมการเมืองใหม่เพื่อวางรากฐานให้กับประเทศ และ แนวทางที่สาม ต้องการสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างทั้งสองแนวทางแรก เพราะอย่าลืมว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่ความคิดเท่านั้น แต่ยังมีความเคลื่อนไหวของผู้คนเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก หากยังคงเผชิญหน้ากันอยู่อย่างนี้ ก็คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าจะเกิดความสูญเสียขึ้นมา
เราเห็นว่า ทุกแนวทางที่กางกันออกมาเพื่อเป็นทางออกให้กับความขัดแย้งในขณะนี้ ล้วนแต่มีเหตุผลและข้อดีทั้งสิ้น แต่ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละฝ่ายจะประเมินกันอย่างไร เพราะหากว่ายังยึดถือเกมการเมืองเป็นสรณะ ก็เป็นเรื่องยากที่จะเกิดความสมานฉันท์ในทางออกร่วมกันได้ แต่หากยึดเป้าหมายเพื่อแก้ไขความขัดแย้งเป็นสำคัญ เราก็เชื่อว่าน่าจะหาทางออกได้โดยไม่ยาก ดังนั้น ในนาทีนี้จึงไม่ใช่เป็นประเด็นว่าไร้ทางออก แต่เป็นประเด็นที่ว่าจะยอมลดราวาศอกกันอย่างไร เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาที่แท้จริง ไม่ใช่แก้หรือเพียงแค่เล่นเกมทางการเมือง






