การประท้วงจีนที่เวียดนามในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นเรื่องรุนแรงเกินกว่าคาด และจะทำให้บรรยากาศการเมืองระหว่างประเทศ
ในแถบนี้ ย่ำแย่ลงไปมากกว่าที่เคยวิเคราะห์กัน
เพราะว่า นักวิเคราะห์หลายคนคาดไม่ถึง ว่าคนเวียดนามจะมีความโกรธแค้นจีน ถึงขนาดออกมาเผาโรงงาน และทำร้ายร่างกายคนที่ทำงานให้กับธุรกิจจีน อย่างเมามันขนาดนั้น
ถือได้ว่า เป็นจุดตกต่ำที่สุดของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ตั้งแต่เกิดสงครามชายแดนกันเมื่อปี 1979
เวียดนามอ้างว่า จีนส่งแท่นขุดเจาะน้ำมันเข้าไปปฏิบัติงานใกล้หมู่เกาะพาราเซล ซึ่งอยู่ในน่านน้ำที่เป็นของเขาในทะเลจีนใต้ ขณะที่จีนยืนยันว่านั่นเป็นเขตของตนเอง
เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ฟิลิปปินส์ก็มีการประท้วงจีนในประเด็นคล้ายกัน เพราะมีการแสดงรูปทางอากาศว่าจีนไปสร้างสนามบินเล็กๆ บนเกาะที่ฟิลิปปินส์ยืนยันว่าเป็นจุดที่ยังเป็นข้อพิพาท ไม่ควรที่ปักกิ่งจะแสดงความเป็นเจ้าของโดยไม่เกรงใจประเทศเล็กๆ ในแถบนี้
การเดินขบวนต่อต้านจีนในเวียดนามครั้งนี้ ใหญ่โตและกว้างขวางกว่าครั้งใดๆ ในอดีต เพราะว่าระบาดไปถึง 22 จังหวัด จากทั้งหมด 63 จังหวัด
รายงานข่าวบอกว่า มีคนตายแล้ว 20 ราย และบาดเจ็บเป็นร้อย เพราะว่าผู้ประท้วงบุกเข้าโรงงานและที่ทำการของธุรกิจจีนและไต้หวัน ทั้งๆ ที่ผู้บริหารไต้หวันพยายามจะบอกผู้ประท้วงชาวเวียดนามว่า เขาเป็น “คนไต้หวันไม่ใช่คนจีน” แต่ก็ไม่ได้ผล
คนจีนและไต้หวันในเวียดนาม มีความหวาดกลัวต่อความรุนแรง และมีการหลบหนีกลับบ้าน หรือไม่ก็ข้ามชายแดนไปทางกัมพูชา
จีน กล่าวหาว่า รัฐบาลเวียดนามสมรู้ร่วมคิดกับกลุ่มคนประท้วง หรือไม่ก็ให้ท้ายคนที่ออกมาต่อต้านจีน ด้วยภาษาและป้ายต่อต้านที่ดุเดือดเลือดพล่านพอสมควร
แต่ทางการเวียดนามก็พยายามจะบอกว่า ได้ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปดูแล ไม่ให้ผู้ประท้วงใช้วิธีการที่ผิดกฎหมาย และไม่ต้องการทำลายบรรยากาศการลงทุนของต่างชาติในเวียดนามมากไปกว่านี้
แต่ถ้าอ่านข้อความสั้นๆ ที่ชาวเวียดนามจำนวนมากได้รับผ่านมือถือ ก็จะพอเห็นภาพว่ารัฐบาลเวียดนามมองการประท้วงครั้งนี้อย่างไร
เพราะข้อความสั้นผ่าน SMS นั้น บอกว่า นายกรัฐมนตรีเหงียนตันดุง “เรียกร้องให้ชาวเวียดนามทั้งหมดส่งเสริมความรู้สึกรักชาติ และปกป้องอธิปไตยของประเทศ ด้วยการกระทำที่สอดคล้องกับความเป็นจริงตามกฎหมาย”
ได้อ่านข้อความนี้แล้ว ทางการจีน ก็ย่อมจะตีความเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ นอกจากว่า รัฐบาลเวียดนามกำลังส่งสัญญาณถึงประชาชน ให้ทำอะไรบ้าง
ภาพที่ผมเห็นวันก่อน ณ กรุงมะนิลา น่าสนใจเป็นพิเศษ เพราะว่าเป็นการเดินขบวนร่วมของคนเวียดนามกับฟิลิปปินส์หน้าสถานทูตจีนที่นั่น
นักการเมืองฟิลิปปินส์บางคนไปร่วมชุมนุมกับชาวเวียดนามที่นั่น ในการแสดงความไม่พอใจต่อจีนด้วย
ประเด็นข้อขัดแย้งระหว่างจีนกับฟิลิปปินส์เคยระเบิดมาก่อน และมะนิลาก็ยื่นเรื่องร้องเรียนไปที่สหประชาชาติแล้ว
กรณีล่าสุด ก็คือ การที่จีนขึ้นไปสร้างสนามบินเล็กๆ บนแนวหินที่ชื่อ Johnson South Reef ซึ่งเป็นจุดที่ฟิลิปปินส์ก็อ้างว่าเป็นของตัวเองเช่นกัน
จีน ไม่มีท่าทีจะเจรจากับทั้งเวียดนามและฟิลิปปินส์ ตรงกันข้ามน้ำเสียงจากโฆษกทางการของปักกิ่งยังแข็งกร้าว และเตือนทั้งสองประเทศว่าอย่ากระทำการใดๆ ที่เป็นการ “ยั่วยุ” จีน มิฉะนั้น จีนอาจจะต้องทำอะไรบางอย่าง “เพื่อปกป้องสิทธิอันชอบธรรมที่เป็นมาอย่างยาวนานในประวัติศาสตร์”
อเมริกา ออกมาเตือนจีน ว่าอย่าทำอะไรที่จะทำให้สถานการณ์ย่ำแย่ลง แต่จีนก็โต้กลับว่า วอชิงตันไม่มีสิทธิเข้ามาก้าวก่ายเรื่องระหว่างจีนกับเพื่อนบ้าน
ความระหองระแหงระหว่างจีนกับหลายประเทศในอาเซียน กรณีทะเลจีนใต้เป็นอุปสรรคต่อการร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจและการเมืองพอสมควร เพราะว่าไม่มีเวทีของการเจรจา อีกทั้งจีนก็ไม่ยอมรับรู้บทบาทของอาเซียน ในการเป็นคนไกล่เกลี่ย เพราะจีนอ้างตลอดเวลาว่าเป็นเรื่องระหว่างสองประเทศ ไม่ยอมพูดคุยกับกลุ่มประเทศหรือองค์กรระหว่างประเทศใดๆ
ส่วนร่าง Code of Conduct หรือคู่มือปฏิบัติกรณีความขัดแย้งในแถบนี้ ที่พูดจากันมานานระหว่างจีนกับอาเซียน ก็ยังไม่มีความคืบหน้าชัดเจนแต่อย่างไร ยังถกเถียงกันถึงถ้อยคำและกระบวนการที่ต่างฝ่ายต่างพอใจ
ยิ่งเมื่อมีเรื่องตูมตามขึ้นมา ระหว่างจีนกับเวียดนามและฟิลิปปินส์อย่างนี้แล้ว ก็ยิ่งทำให้การพูดจาหาทางออกยากเย็นยิ่งขึ้น
มะกัน ที่ประกาศว่า จะมา “ปรับดุลอำนาจ” (rebalance) ในเอเชีย จะมาเป็นตัวถ่วง ตัวประสาน หรือตัวยุแหย่ให้ยุ่งเหยิงยิ่งขึ้น ก็ยังไม่ชัดเจน
ไม่ต้องสงสัยว่า จีน มองว่าเป็นตัวปัญหา...แน่นอน






