ขณะนี้พอสรุปได้ว่ากลุ่มนักธุรกิจกำลังร้องขอให้แก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองอย่างเร่งด่วน
โดยนักธุรกิจบอกว่าจะมีนายกที่มาจากการเลือกตั้งหรือแต่งตั้งก็ได้ ขอให้เมื่อมีแล้วการเผชิญหน้าทางการเมืองต้องยุติและนายกคนใหม่จะต้องสามารถตั้งรัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยขอให้เร่งรัดการฟื้นเศรษฐกิจเป็นเรื่องหลัก ทั้งนี้เพราะเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1 คงจะหดตัวอย่างแน่นอนและเศรษฐกิจในไตรมาส 2 ก็คงจะไม่ได้ดีกว่าไตรมาส 1 มากนัก กล่าวคือเศรษฐกิจไทยคงจะไม่ขยายตัวเลยในครึ่งแรกของปีนี้และหากยังไม่สามารถปลดล็อกทางการเมืองได้ในครึ่งหลังของปีนี้ การคาดการณ์ของภัทรฯ ว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 1.1% ในปีนี้ก็อาจจะเป็นการมองเศรษฐกิจไทยในแง่ดีเกินไปด้วยซ้ำ
แต่จากการติดตามสาระของความขัดแย้งทางการเมืองนั้น แม้ว่าคณะรัฐมนตรีที่เหลือของรัฐบาลรักษาการจะ “เสียสละ” โดยการลาออกและทำให้เกิดสุญญากาศทางการเมือง เพื่อให้สามารถตั้งรัฐบาลคนกลางขึ้นมาได้ก็จะเป็นรัฐบาลที่เข้ามาใช้เวลา 5-6 เดือนในการกำหนดกรอบของการปฏิรูปทางการเมืองและเมื่อกำหนดกรอบดังกล่าวแล้วก็จะต้องเข้าสู่การเลือกตั้ง โดยกำหนดเอาไว้ก่อนหน้าว่าหลังการเลือกตั้งแล้วรัฐบาลที่จัดตั้งขึ้นใหม่ก็จะต้องสนับสนุนการปฏิรูปทางการเมืองให้เห็นผลเป็นรูปธรรม ซึ่งน่าจะต้องใช้เวลาประมาณ 1-2 ปี หมายถึงการทำแผนการปฏิรูปให้เสร็จครบถ้วนในรายละเอียด ตลอดจนการแก้ไขกฎหมายและรัฐธรรมนูญซึ่งน่าจะต้องรวมถึงการให้มีการลงประชามติอีกด้วย
ภารกิจดังกล่าวน่าจะต้องมีข้อถกเถียงกันมากมาย ดังนั้นกรอบเวลา 1-2 ปีจึงอาจเป็นการมองโลกในแง่ดี เพราะหากมองกลับไปถึงวิกฤติการเมืองรอบที่แล้วคือ ปี 1992 ที่ความขัดแย้งเกิดขึ้นจากประเด็นเดียวคือนายกรัฐมนตรีจะต้องมาจาก ส.ส. หรือไม่นั้นการปฏิรูปทางการเมืองที่ตามมานั้นต้องใช้เวลาถึง 5 ปีจึงได้รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนเมื่อปี 1997 ดังนั้น ในกรณีปัจจุบันนั้นหากได้รัฐธรรมนูญใหม่ภายในปี 2016 ก็น่าจะมองได้ว่าเป็นสิ่งที่ดีเกินคาดและเมื่อได้รัฐธรรมนูญใหม่แล้วก็คงต้องเลือกตั้งใหม่อีกครั้งจึงจะได้รัฐบาลที่มีความสมบูรณ์แบบตามรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปดังกล่าว
ผมเคยเขียนในครั้งก่อนแล้วว่าในระหว่างการดำเนินการเพื่อเข้าสู่การปฏิรูปนั้น ยากที่รัฐบาลจะมีบทบาทในการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ทั้งในเชิงของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น (เพราะจะต้องมีผู้กล่าวหาว่าเป็นนโยบายประชานิยม) และนโยบายลงทุนระยะยาว (เพราะจะถูกกล่าวหาว่ากระทบกับวินัยทางการคลังและเสี่ยงต่อการคอร์รัปชัน) กล่าวคือจะต้องปฏิรูปทางการเมืองก่อนจึงจะดำเนินนโยบายการคลังได้อย่างปกติ เพราะอย่าลืมว่าประเด็นหลักที่ฝ่ายต้านรัฐบาลเพื่อไทยนำเอามาโจมตีให้ต้องลาออกและเปิดทางให้ปฏิรูปทางการเมืองคือการโจมตีเรื่องนโยบายจำนำข้าวและประชานิยมอื่นๆ รวมทั้งการถูกศาลรัฐธรรมนูญยับยั้งกฎหมายลงทุน 2 ล้านล้านบาทและการถูกกล่าวหาว่าประมูลโครงการบริหารจัดการน้ำ 350,000 ล้านบาทนั้นทำผิดขั้นตอนและมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการอนุมัติการประมูล จึงน่าจะเป็นเรื่องยากที่รัฐบาลหลังการเลือกตั้ง (หากมีขึ้นได้จริงในปีนี้) จะสามารถนำเอาการฟื้นฟูเศรษฐกิจขึ้นมาเป็นอันดับแรก ตรงกันข้ามผมเกรงว่าความจำเป็นที่จะต้องผลักดันเรื่องการปฏิรูปการเมืองจะบดบังความสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนโยบายการคลัง ดังนั้น จึงคงจะต้องพึ่งพานโยบายการเงินเป็นหลัก แต่เนื่องจากเงินเฟ้อของไทยมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นและสหรัฐก็คงจะลดทอนการผ่อนคลายทางการเงิน โดยมีโอกาสที่จะปรับดอกเบี้ยขึ้นในปี 2005 ดังนั้น นโยบายการเงินของไทยก็จะมีข้อจำกัดเช่นกัน
จึงกลับมาที่การต้องหันไปพึ่งพาการส่งออกและการท่องเที่ยวเป็นหลักในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยซึ่งมีความเป็นไปได้สูงสุด เพราะเศรษฐกิจโลกน่าจะปรับตัวดีขึ้นทั้งในปีนี้และปีหน้า แต่หากพิจารณาดูอย่างใกล้ชิดก็จะพบว่าเศรษฐกิจไทยนั้นพึ่งพากำลังซื้อนอกประเทศ (การส่งออกและการท่องเที่ยว) มากถึง 75% ของจีดีพีและมีแนวโน้มต่อเนื่องในช่วงกว่า 50 ปีที่ผ่านมาว่าเศรษฐกิจไทยนั้นพึ่งพาการส่งออกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี เห็นได้จากการปรับตัวเพิ่มขึ้นของสัดส่วนการส่งออกต่อจีดีพี (ตาราง 1)
กล่าวคือ ปัญหาการเมืองของไทยและความพยายามจะแก้ปัญหาดังกล่าวนั้นน่าจะทำให้เศรษฐกิจยิ่งต้องพึ่งพากำลังซื้อจากเศรษฐกิจโลกมากขึ้น คำถามคือการพัฒนาเศรษฐกิจไทยไปในทิศทางดังกล่าว (ซึ่งเศรษฐกิจไทยก็ได้เดินมาทางนี้ตลอดเกือบ 60 ปีที่ผ่านมา) นั้น เป็นการพัฒนาเศรษฐกิจไทยในทิศทางที่ถูกต้องและเหมาะสมกับผลประโยชน์ของประเทศในระยะยาวหรือไม่ เรื่องนี้ยังไม่มีคนตอบหรือคำตอบเพราะทุกคนกำลังจับจ้องปัญหาการเมืองและยังไม่ได้คิดเกี่ยวกับเศรษฐกิจมากนักครับ






