ยุทธการสอยมะม่วง?

เป็นที่แน่ชัดว่า "กลุ่ม 40 ส.ว." คือแกนหลักในการผลักดันให้ "วุฒิสภา" เป็นตัวแทนสภาผู้แทนราษฎร นำชื่อบุคคลที่เหมาะสม
ทูลเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามช่องทางของรัฐธรรมนูญ มาตรา 7
"กลุ่ม 40 ส.ว." อันหมายถึง ส.ว.สรรหา ประกอบด้วย พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม, ไพบูลย์ นิติตะวัน, สมชาย แสวงการ, ตวง อันทะไชย, ประสาร มฤคพิทักษ์ ,วันชัย สอนศิริ, เดชอุดม ไกรฤทธิ์ ฯลฯ ซึ่งหลายคนเคยไปขึ้นเวที กปปส.
คีย์แมนในปฏิบัติการ "สอยมะม่วง ม.7" ครั้งนี้คือ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม อดีตหัวหน้าคณะสำนักงานเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.)
"พล.อ.สมเจตน์" เป็นเตรียมทหารรุ่นที่ 8 (ร่วมรุ่นกับ พล.อ.อภิชาต เพ็ญกิตติ, พล.อ.กิตติพงษ์ เกษโกวิท, พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส)
ในทางการเมือง พล.อ.สมเจตน์ เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของ พล.อ.วินัย ภัททิยกุล อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม ด้วยเหตุนี้ หลังการรัฐประหาร 9 กันยายน 2549 พล.อ.สมเจตน์ จึงได้รับแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าคณะสำนักงานเลขาธิการ ซึ่งตอนนั้น พล.อ.วินัย เป็นเลขาธิการ คมช.
นอกจากนี้ พล.อ.สมเจตน์ ยังเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และได้รับการสรรหาเป็นสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.สรรหา) ชุดแรกของรัฐธรรมนูญ 2550
ปี 2553 พล.อ.สมเจตน์ ร่วมกับเพื่อน ส.ว.สรรหา "กลุ่ม 40 ส.ว." (บางคน) ประกาศตั้ง "กลุ่มสยามสามัคคี" ต่อต้านระบอบทักษิณ จนนายทหารใหญ่คนนี้ได้ฉายาว่า "หัวหมู่ทะลวงฟันระบอบทักษิณ"
ในการเคลื่อนไหวของมวลมหาประชาชน กปปส. พล.อ.สมเจตน์ และเพื่อนพ้องในนามกลุ่มสยามสามัคคี ก็เข้าร่วมสนับสนุน "กำนันสุเทพ" อย่างสุดกำลัง
หลังจากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ยิ่งลักษณ์พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี "กลุ่ม 40 ส.ว." ก็เดินเครื่องให้วุฒิสภาเป็นองค์กรที่จะกอบกู้วิกฤตชาติ ด้วยการสรรหา "นายกรัฐมนตรี" คนใหม่
แผนแรก "สมเจตน์" และเพื่อนพ้องช่วยกันหาเสียงในการเลือกตั้งประธานวุฒิสภา และในที่สุด สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ชนะ พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ ขาดลอย
แผนที่สอง พล.อ.สมเจตน์ ร่วมกับสุรชัย จัดให้มีการประชุมสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) นอกรอบเพื่อแก้วิกฤติชาติ ในวันจันทร์ที่ 12 พ.ค.2557
เดิมที ส.ว.สรรหาที่เคยขึ้นเวที กปปส. หวังให้สุรชัย ในฐานะรองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานวุฒิสภา สรุปแนวทางการสรรหานายกรัฐมนตรี "ตามประเพณี" ดังบทบัญญัติมาตรา 7
แต่การประชุมวุฒิสภานอกรอบ เพื่อหาทางออกให้ประเทศ สมาชิกวุฒิสภาหลายคน ต่างเห็นไม่ตรงกันในกรณี "นายกรัฐมนตรี มาตรา 7" สุรชัย จึงขยายเวลารับฟังความคิดเห็นจากหลายภาคส่วน
ผลจากการเดิน "เกมยื้อ" ของประธานสุรชัย ส่งผลให้ ไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ว.สรรหา ไม่ค่อยพอใจ เพราะต้องให้ประธานวุฒิสภาเป็นผู้ทูลเกล้าฯชื่อนายกรัฐมนตรี เพราะเป็นองค์กรนิติบัญญัติที่เหลืออยู่เพียงองค์กรเดียว
จะว่าไปแล้ว เสียงภายใน "กลุ่ม 40 ส.ว." ก็ใช่ว่าจะเห็นไปในทิศทางเดียวกัน และสุรชัย ก็ประกาศชัดว่า มีเป้าหมายของการทำงานที่ยืนอยู่บนความอิสระ และมีความเป็นกลาง ปราศจากความกดดัน
สถานการณ์นับจากนี้ไป เชื่อแน่ว่า กปปส.จะไม่ได้ "นายกฯ มาตรา 7" ตามที่วาดหวัง
ขณะเดียวกัน สถานการณ์ "มวลชน" สองฝ่ายที่ "ยัน" กันอยู่ ก็เสี่ยงต่อการเกิดเหตุปะทะกัน เมื่อ "กำนัน" ลั่นคำว่าจะปฏิวัติประชาชน
ยิ่งเมื่อมีเสียงคำรามจาก ผบ.ทบ.ล่าสุด "หากสถานการณ์รุนแรงมากขึ้นจนมีแนวโน้มถึงขั้นจะเกิดการจลาจล เพื่อความสงบเรียบร้อย กองทัพอาจมีความจำเป็นต้องใช้กำลังทหารเข้าคลี่คลายสถานการณ์"
นั่นคือสัญญาณชัดจากกองทัพ และฉากจบของมหากาพย์สอยมะม่วงคงมาถึง โดย "ตาอยู่" ฉกมะม่วงเอาไปกินเหมือนเดิม







