ฮุนเซนเสนอออกแถลงการณ์อาเซียน ว่าด้วยวิกฤติการเมืองไทยทำไม?

เป็นเรื่องน่าเศร้าสำหรับคนไทย เมื่อวาระสำคัญการประชุมหลัก ของการประชุมสุดยอดที่พม่า
เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมามีสองเรื่องคือ
1.วิกฤติการเมืองของประเทศไทย
2.ความขัดแย้งระหว่างจีนกับอาเซียนบางประเทศในทะเลจีนใต้
ในแถลงการณ์เกี่ยวกับจีนไม่มีการระบุชื่อประเทศนั้น เพราะเกรงใจยักษ์ใหญ่แห่งเอเชีย
แต่ในแถลงการณ์เกี่ยวกับเราบอกชัดเลยว่า ประเทศไทยจะต้องแก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยวิธีการสันติที่สอดคล้องกับ “ประชาธิปไตยและนิติรัฐ”
ที่ว่าเศร้าเพราะคนที่ผลักดันให้ผู้นำอาเซียนออกแถลงการณ์เกี่ยวกับไทยคือ นายกฯฮุนเซน แห่งกัมพูชา ประเทศที่เคยมีความขัดแย้งรุนแรงหนักหน่วงกว่าไทยหลายเท่า และวันนี้ประเทศนั้นก็ไม่ได้มีความเป็น “ประชาธิปไตย” หรือ “นิติรัฐ” แต่ประการใดเลย
ที่น่าสนใจก็คือว่า การที่ฮุนเซน เรียกร้องให้ผู้นำอาเซียนอื่น ๆ ร่วมกันออกแถลงการณ์เพื่อให้ประเทศไทยหาทางแก้ปัญหาภายในด้วยวิธีสันตินั้น ได้บอกกล่าวล่วงหน้ากับคุณพงษ์เทพ เทพกาญจนา ในฐานะรักษาการรองนายกฯ เป็นตัวแทนของประเทศไทย ซึ่งเป็นการตัดสินใจนาทีสุดท้าย
เพราะศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้ คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หลุดจากตำแหน่งรักษาการนายกฯไม่กี่วัน ก่อนการประชุมสุดยอดประจำปีของอาเซียน ตามมาวันรุ่งขึ้นด้วยคำวินิจฉัยของ ป.ป.ช เรื่องนโยบายจำนำข้าวซึ่งมีผลให้คุณสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล ต้องหลุดจากตำแหน่งรักษาการรัฐมนตรีต่างประเทศไปด้วยอีกคน
ทำไมคุณนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล ในฐานะรักษาการนายกรัฐมนตรีจึงไม่ไปประชุมสุดยอดอาเซียนเอง เพื่อยืนยันว่าท่านมีอำนาจจริง ๆ ในการบริหารประเทศ?
ข้อนี้ยังไม่มีคำตอบ แต่มีผลทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยย่ำแย่ลงไปอีกระดับหนึ่ง เพราะเท่ากับตอกย้ำว่ารัฐบาลรักษาการของไทยไม่มีความมั่นใจในตัวเองและไม่สนใจว่าเพื่อนอาเซียนอื่น ๆ มีความเป็นห่วงกังวลถึงสถานภาพของประเทศไทยในอาเซียนมากเพียงใด
ทำไมฮุนเซนจึงเสนอให้ออกแถลงการณ์เรื่องไทย? มีคนมองว่าเพราะฮุนเซน สนิทสนมกับคุณทักษิณ ชินวัตร ดังนั้นความเคลื่อนไหวครั้งนี้จึงเป็นการ “ช่วยเพื่อน” มากกว่าความเป็นห่วงใยในประเทศไทยอย่างแท้จริง
หรือไม่ก็เป็นเพราะฮุนเซน ไม่ต้องการให้เกิดภาวะทำนองเดียวกันนี้กับตนเอง
ความขัดแย้งทางการเมืองในกัมพูชายังไม่สงบ เพราะแม้จะมีการตั้งคณะกรรมการร่วมเพื่อพิจารณาเรื่อง “ปฏิรูป” การเมือง แต่ก็ยังไม่มีข้อตกลงที่จะประนีประนอมอย่างเป็นรูปธรรม
ความไม่พอใจของคนรุ่นใหม่ ต่อการผูกขาดอำนาจทางการเมืองของฮุนเซน ที่เป็นนายกฯยาวนานถึง 28 ปีและข้อหาเรื่องฉ้อราษฎร์บังหลวงอย่างกว้างขวาง ในแวดวงผู้มีอำนาจทางการเมืองที่นั่น ยังคุกรุ่นอยู่และอาจจะระเบิดขึ้นเมื่อใดก็ได้
ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นในไทยจึงสร้างความกังวลต่อฮุนเซนไม่ใช่น้อย อีกทั้งหากผู้กุมอำนาจในไทยมีอันต้องหลุดจากขั้วอำนาจ ฮุนเซนก็อาจเสียพันธมิตรสำคัญที่มีผลประโยชน์เกี่ยวเนื่องกันมากมายหลายด้าน
เนื้อหาในแถลงการณ์ของอาเซียนเกี่ยวกับไทยนั้น แม้ฮุนเซนจะอยากให้ระบุเข้าข้างรัฐบาลชัดเจนกว่าที่ออกมา แต่ผู้นำอาเซียนอื่น ๆ ก็มีความระมัดระวังไม่ใช้ถ้อยคำที่ “ล้ำเส้น” ของ “เพื่อนผู้ห่วงใยและหวังดี” จึงออกมาด้วยน้ำเสียงกลาง ๆ เพื่อไม่ให้ถูกตีความว่าถือหางฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่าย กปปส.
เพราะผู้นำในอาเซียนหลายคนต่างก็ตระหนักลึก ๆ ว่าวิกฤติของไทยเช่นนี้ อาจจะเกิดขึ้นในบ้านของตนเมื่อใดก็ได้หากอำนาจการบริหารยังตกอยู่ในมือของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอย่างเหนียวแน่น โดยไม่ยอมฟังเสียงส่วนน้อยที่ไม่ยอมให้ประเทศชาติของตนกลายเป็นที่เหยื่ออันโอชะของนักการเมืองฉ้อฉลอีกต่อไป




