วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เรียนรู้สังคมการอ่านของชาวเวียดนาม

ช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ (ครั้งที่ 42) และงานสัปดาห์หนังสือนานาชาติ (ครั้งที่ 12) ได้สิ้นสุดลงไปแล้ว

พร้อมกับความชื่นชมยินดีต่อความสำเร็จของผู้จัดการที่พบว่า มีผู้เข้าร่วมในครั้งนี้เกือบ 2 ล้านคน อย่างไรก็ดี สถิติที่น่ายินดีดังกล่าวกลับขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิงกับผลสำรวจที่ว่า คนไทยอ่านหนังสือประมาณ 3-5 เล่มต่อปี และคนไทยทุกเพศทุกวัยใช้เวลาอ่านหนังสือเพียงคนละครึ่งชั่วโมงต่อวันเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น สถิติการอ่านที่พบในบ้านเรากลับสวนทางกันกับปริมาณการอ่านในประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม ที่ผู้คนใช้เวลาว่างในการอ่านหนังสือถึง 60 เล่มต่อปี

สถิติการอ่านของชาวเวียดนามเป็นตัวเลขที่น่าสนใจ และยิ่งมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์แห่งการต่อสู้ของชาวเวียดนามแล้วพบว่า ตัวเลขดังกล่าวนี้ไม่ถือเป็นเรื่องแปลกประหลาดแต่อย่างใด เพราะสังคมการอ่านในเวียดนามนั้นได้เกิดขึ้นมากว่าหนึ่งพันปีมาแล้ว เป็นที่ทราบกันดีว่า จักรพรรดิจีนได้ปกครองเวียดนามในฐานะส่วนหนึ่งของจักรวรรดิจีนเป็นเวลากว่า 1,000 ปี ถึงแม้ชาวเวียดจะตกอยู่ภายใต้การปกครองของชาวต่างชาติ แต่สถานการณ์ดังกล่าวนี้กลับไม่ได้ส่งผลในทางลบต่อพวกเขาไปเสียทุกเรื่อง เพราะวัฒนธรรมจีนหลายประการได้กลายเป็นพลังในการขับเคลื่อนสังคมเวียดนามในเวลาต่อมา

หนึ่งในมรดกของชาวจีนที่ส่งผลต่อสังคมเวียดนามมากที่สุดประการหนึ่ง คือ การสอบจอหงวนหรือการสอบเข้ารับราชการ ที่เกิดขึ้นในจีนเป็นครั้งแรกในสมัยราชวงศ์ฮั่น การสอบนี้บัณฑิตทุกคนจะต้องศึกษาตำราของลัทธิขงจื๊ออย่างลึกซึ้งต่อมาจักรพรรดิจีนได้อนุญาตให้บัณฑิตจากเกียวจี๋ (เวียดนาม) สามารถสอบจอหงวนได้ และในบางสมัยบัณฑิตจากดินแดนอันแสนห่างไกลแห่งนี้ สามารถก้าวขึ้นมาเป็นจอหงวนอันดับที่ 1 ของจักรวรรดิจีนเสียด้วยซ้ำไปเชื่อว่าระบบการสอบนี้เองน่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เวียดนามเข้าสู่สังคมแห่งการอ่านอย่างเข้มแข็ง

ต่อมาเมื่อชาวเวียดสามารถประกาศตนเป็นอิสระจากการปกครองของจีนได้สำเร็จ จักรพรรดิเวียดยังคงใช้ระบบการสอบไล่เพื่อคัดสรรข้าราชการรุ่นใหม่เช่นเดิม ทำให้ชาวเวียดโดยเฉพาะบรรดาชนชั้นผู้ดีทั้งหลายยังคงผูกพันกับวัฒนธรรมการอ่านมาโดยตลอดจนทำให้ราชสำนักเวียดนามกลายเป็นศูนย์กลางของปัญญาชนแบบขงจื๊อเทียบเคียงกับราชสำนักจีนเลยทีเดียว ดังจะเห็นได้จากในสมัยต้นราชวงศ์หมิง จีนได้ยึดครองเวียดนามเป็นเวลาสั้นๆ และสิ่งแรกๆ ที่กองทัพหมิงทำ หลังจากการยึดครอง คือ การเผาหรือขนสรรพตำราต่างๆ ของเวียดนามกลับไปยังปักกิ่ง ซึ่งสร้างความเจ็บแค้นให้แก่ชาวเวียดนามเป็นอย่างยิ่ง

ต่อมาในสมัยราชวงศ์เล การศึกษาได้กระจายสู่สังคมเวียดนามมากยิ่งขึ้น ด้วยความสนับสนุนของจักรพรรดิเลเหล่ย ที่ทรงให้มีการสร้างโรงเรียนขึ้นในทุกตำบลของเวียดนาม ทำให้ปริมาณการอ่านหนังสือในเวียดนามพุ่งสูงขึ้น และในกลางพุทธศตวรรษที่ 22 เป็นต้นมาเวียดนามกลายเป็นรัฐที่นำเข้าหนังสือมากที่สุดในโลกตะวันออก (นำเข้าจากจีน) โดยหนังสือที่นำเข้ามากที่สุดคือ ตำราประวัติศาสตร์ รองลงมาคือหนังสือปรัชญาศาสนา และนิยายประโลมโลกตามลำดับ ทั้งนี้เพราะเหล่าบัณฑิตและขุนนางต่างชื่นชอบที่จะใช้เวลาว่างในการอ่านหนังสือ และทบทวนความรู้เดิมต่างๆ ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจในแต่ละวัน สะท้อนให้เห็นว่า สำหรับชาวเวียดแล้ว การศึกษาคือการเรียนรู้ตลอดชีวิต ไม่ใช่แต่เพียงเมื่อสอบผ่าน ก็คืนความรู้แก่ครูผู้สอนไปจนหมดสิ้นแต่อย่างใด

การอ่านของชาวเวียดนามขยายออกไปอย่างกว้างขวาง เมื่อชาวฝรั่งเศสเข้ามาปกครองเวียดนามในฐานะเจ้าอาณานิคมใน พ.ศ. 428 ทั้งนี้เนื่องจากผู้ปกครองฝรั่งเศสได้นำระบบการศึกษาแบบตะวันตกเข้ามาใช้ในสังคมเวียดนาม ในขณะเดียวกันปัญญาชนเวียดนามได้พยายามต่อสู้กับการเข้ามาของวัฒนธรรมของเจ้าอาณานิคม ด้วยการทำให้วัฒนธรรมดั้งเดิมเข้มแข็งขึ้น และได้มีการปรับเปลี่ยนตัวอักษรเวียดนามจากอักษร “จื๋อนม” ซึ่งเป็นอักษรที่ชาวเวียดนามเลียนแบบมาจากอักษรจีน มาเป็นการใช้อักษรแบบโรมันแทน การเปลี่ยนแปลงตัวอักษรนี้ส่งผลต่อวัฒนธรรมการอ่านเป็นอย่างยิ่ง เพราะอักษรแบบโรมันนี้ทำให้การตีพิมพ์หนังสือเป็นไปอย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น และตัวอักษรนี้เองต่อมาได้กลายเป็นพลังในการรวมชาวเวียดนาม เพื่อต่อต้านการเข้ามาของคนแปลกหน้าอย่างชาวฝรั่งเศส

ยิ่งไปกว่านั้น ในสมัยแห่งการต่อสู้เพื่อเอกราชของชาวเวียดนาม ตัวอักษรบนหนังสือนี้ ได้ชี้แนะหนทางอันชาญฉลาดให้แก่นักชาตินิยมเวียดนาม ในยามที่พวกเขาไร้หนทางที่จะต่อกรกับชาติมหาอำนาจที่เข้มแข็งกว่าอย่างฝรั่งเศสและสหรัฐอเมริกา ในช่วงต้นสงครามเวียดนามประชาคมโลกต่างมองว่า สหรัฐอเมริกาจะมีชัยชนะเหนือกองทัพที่แทบจะไร้กำลังของโฮจิมินห์ในเวลาเพียงไม่นานนัก แต่ใครเลยจะรู้ว่า กองทัพที่ด้อยกว่านี้กลับมีอาวุธที่ทรงพลานุภาพมากกว่าวิทยาการที่ก้าวล้ำของชาติตะวันตกอยู่ 2 ประการ แต่เป็น 2 ประการที่เปลี่ยนแปลงหน้าประวัติศาสตร์ของประเทศเล็กๆ แห่งนี้อยู่เสมอ นั่นคือ จิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ และพลังอำนาจของตัวอักษร เพราะผู้นำเวียดมินห์ได้ในอุทาหรณ์และกลยุทธ์ที่บรรพบุรุษของพวกเขาเคยใช้ ที่ถูกจารึกในหน้าหนังสือ นำกลับมาใช้เพื่อสร้างความสะพรึงกลัวให้แก่คู่ศัตรู จนในที่สุดกองทัพของชายร่างเล็กอย่างโฮจิมินห์ ก็สามารถขับไล่มหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาออกไปได้สำเร็จ

ตลอดประวัติศาสตร์ของชาวเวียดนาม พวกเขาไม่เคยเหินห่างไปจากพลังใจแห่งการต่อสู้ และความหลงใหลในการศึกษาหาความรู้ผ่านตัวอักษรแม้แต่น้อย และในทุกๆ ครั้งที่พวกเขาต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบาก ชาวเวียดนามสามารถนำความรู้และประสบการณ์ที่เล่าขานผ่านตัวอักษรเหล่านี้ กลับมาใช้ในการแก้ไขปัญหาอยู่เสมอ ข้อคิดที่เราเรียนรู้จากวัฒนธรรมการอ่านของชาวเวียดนามคือ เราจะสามารถสร้างสังคมการอ่านที่ประสบผลสำเร็จได้นั้น ไม่ใช่แต่เพียงมีเทคโนโลยี มีห้องสมุดที่ทันสมัย หรือมีแคมเปญที่ดึงดูดใจ หากแต่เราจะต้องร่วมกันสร้างระบบการศึกษาที่เข้มแข็ง และปลูกฝังความกระหายอยากในการแสวงหาความรู้อันไม่สิ้นสุดเสียก่อน มิเช่นนั้นสิ่งที่มีอยู่ก็คงไร้ความหมาย เหมือนมีความรู้ แต่ไม่รู้จักนำไปใช้ ความรู้นั้นก็ไร้ความหมายเช่นเดียวกัน...