วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

คนไทยจะก้าวผ่านจุดที่ยากที่สุดไปพร้อมกัน

ผมเดินทางไปทำกิจธุระส่วนตัวที่จังหวัดตรังเมื่อหลายวันก่อน ได้เห็นความสวยงามของธรรมชาติและความมีอัธยาศัยไมตรีของพี่น้องในจังหวัดภาคใต้

ที่ยังคงมีเรื่องดีๆ ให้ได้จดจำและสะท้อนมุมมองว่า ท่ามกลางวิกฤติการเมืองที่ร้อนแรงยิ่งในกรุงเทพ ประเทศไทยในส่วนอื่นๆ ยังอยู่ดีมีสุขและยังมีความหวังในการนำพาประเทศชาติกลับเข้าสู่โลกแห่งความเป็นจริง เป็นโลกที่คนไทยเข้าใจไว้ใจและนับถือให้เกียรติคนไทยด้วยกัน

ผมยอมรับว่า เดินทางไปภาคใต้คราวนี้ด้วยจิตใจที่กังวลกับเรื่องราวความเคลื่อนไหวของการเมืองในเมืองหลวงว่าจะสุกงอมหรือมีการพัฒนาไปในทิศทางใด เพราะดูความตั้งใจจริงในจุดยืนของแต่ละฝ่ายทำให้มองเห็นแต่ความขัดแย้งเหมือนการเลือกเดินทางที่ขนานกันยากต่อการบรรจบหาจุดร่วมที่เชื่อมต่อกันได้

มีความพยายามของคนจำนวนมากตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมาในการประสานรอยแยกทางความคิดอุดมการณ์รวมทั้งหาทางออกที่เชื่อว่าดีที่สุดให้กับสังคมประเทศชาติ แต่เสียงตอบรับของทั้งฟากรัฐบาลและ กปปส. ยังคงเดินหน้าในแนวทางที่ตนเองเห็นว่าถูกต้อง ทำให้บรรยากาศตึงเครียดลุกลามบานปลายไปถึงข่าวลือข่าวปล่อยสารพัดที่เหมือนจะชักนำให้เกิดการเผชิญหน้าขั้นแตกหัก

จากการได้ไปสัมผัสกับคนในท้องถิ่นทางภาคใต้ ได้เห็นการตื่นตัว สอบถามคนหลายคนถึงเรื่องที่เกิดขึ้นทางการเมือง หากจะเรียกว่าเป็น “โพลส่วนตัว” สามารถบอกได้ว่า คนส่วนใหญ่ร้อยละเก้าสิบขึ้นไปติดตามการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองของกลุ่ม กปปส. ที่มี คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นแกนนำอย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมจะเดินทางเข้าร่วมชุมนุมอยู่ตลอดเวลา มีทั้งจับกลุ่มพูดคุยแบบ “สภากาแฟ” ที่คล้ายจะเป็นวัฒนธรรมท้องถิ่นของชาวใต้ในหลายจังหวัด กระทั่งถึงการติดตามความเคลื่อนไหวจากสื่อทีวีและโซเชียลมีเดียอย่างใกล้ชิด

เมื่อได้เห็นความกระตือรือร้น หรือจะเรียกเป็น “การมีส่วนร่วมทางการเมือง” ของคนในภูมิภาคนี้อย่างแข็งขัน ทำให้ไม่รู้สึกประหลาดใจที่เมื่อใด คุณสุเทพ ประกาศ เป่านกหวีดรวมพล ถึงได้มีคนภาคใต้ทุกเพศวัยทุกสาขาอาชีพ อาสาออกมาเดินหน้าท้าทายอำนาจรัฐอย่างที่ได้เห็นกัน ซึ่งเรื่องที่อาจทำให้น่ากังวลจะอยู่ที่ผู้แฝงตัวเข้ามาหาประโยชน์ หรืออีกนัยหนึ่งท่ามกลางคนหมู่มาก ย่อมมีบุคคลไม่พึงประสงค์เข้ามาเกี่ยวข้องปะปนและมีที่ไปทำให้ชื่อเสียงความน่าเชื่อถือของ กปปส. ต้องหม่นหมองดังข่าวที่ปรากฏให้เห็นอยู่เนืองๆ

ในขณะที่ผมได้มีโอกาสเดินทางไปยังหลายจังหวัดในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือก่อนหน้าลงพื้นที่ในภาคใต้เมื่อหลายเดือนที่ผ่านมา ก็ได้ใช้เวลาในการสำรวจตรวจสอบพฤติกรรมทางการเมือง ก็ได้เห็นน้ำจิตน้ำใจของคนในพื้นที่ไม่แตกต่างจากคนในภาคใต้ โดยความน่าทึ่งอยู่ตรงที่ได้เดินทางไปจังหวัดตากและพบเห็นการตั้งเวที กปปส. ของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ท่ามกลางคนส่วนใหญ่ที่เชื่อกันว่าน่าจะสนับสนุนฝ่ายรัฐบาลและกลุ่ม นปช. แต่ไม่พบว่ามีเหตุรุนแรงหรือการเผชิญหน้าอย่างที่หลายคนอาจคาดคิด ส่วนหนึ่งน่าจะอยู่ที่จำนวนคนผู้ให้การสนับสนุน กปปส. ในภาคเหนือและอีสานอาจมีจำนวนหนึ่งที่ไม่ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญเท่ากับแรงสนับสนุนของคนส่วนใหญ่จำนวนมากที่ยืนอยู่กับฟากฝ่ายรัฐบาล และอาจเป็นไปได้ว่าในระยะเวลานั้นเหตุการณ์ต่างๆ ยังไม่ดุดันลุกลามบานปลายเหมือนที่กำลังเป็นอยู่ในขณะนี้ จึงทำให้อุณหภูมิทางการเมืองที่ได้พบเจอไม่ร้อนแรงและส่งผลให้เกิดการปะทะหรือมีวิวาทะต่อกันอย่างเข้มข้น

เมื่อพิจารณาจากสิ่งที่ได้พบเห็นด้วยประสบการณ์ตรงของตนเองในการใช้ชีวิตของเหล่าพี่น้องคนไทยในภูมิภาคที่อาจดูเหมือนเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน ก็ไม่น่าเชื่อว่า จะเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงถึงขั้นสงครามกลางเมือง หรือรุนแรงขนาดมีกองกำลังไล่ล่าห้ำหั่นกันเหมือนที่มีคนวาดภาพอันน่ากลัวนี้ขึ้นให้ได้รับรู้กัน เพราะเชื่อว่าการเดินหน้าต่อไปบนพื้นฐานของความอะลุ้มอล่วย ผ่อนหนักผ่อนเบาถ้อยทีถ้อยอาศัย และการเชื่อมโยงเครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคมต่างๆ เข้าด้วยกัน จะมีส่วนช่วยให้คนไทยส่วนใหญ่ สามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน และเมื่อทุกฝ่ายคำนึงถึง “เหตุผลและมองผลประโยชน์ของชาติบ้านเมืองเป็นที่ตั้งจริงๆ” เชื่อว่า คนไทยส่วนใหญ่จะเลือกสิ่งที่ถูกต้องและดีที่สุดสำหรับคนไทยด้วยกัน ส่วนความสับสนวุ่นวายที่กำลังเป็นอยู่ขอให้ช่วยกันประคับประคองและพูดคุยกันอย่างมิตร อย่าพยายามผลักดันให้ความรุนแรงเข้ามาแทนที่ความเป็นพี่เป็นน้องความเป็นคนไทยที่เชื่อว่า “เรากำลังถูกทดสอบจากหลายสิ่งหลายอย่าง แต่เราจะสามารถก้าวผ่านจุดที่ยากที่สุดไปได้พร้อมๆ กัน”