บทนำของนิตยสาร The Economist พูดถึงวิกฤตการเมืองประเทศไทยว่า "ทุกอย่างแตกสลาย"
และหากไม่มีการประนีประนอมจากทั้งสองฝ่าย "ประเทศไทยอาจถึงกาลล่มสลาย"
บทวิเคราะห์นี้บอกว่าต่างฝ่ายในความขัดแย้งไม่ไว้ใจกันและกัน แต่หากทั้งสองฝ่ายดึงดันจะฟาดฟันกันต่อไป ประเทศชาติก็จะพังพินาศ
"เปรียบเทียบกันแล้ว การประนีประนอมของทั้งคู่กรณีเป็นเพียงราคาเล็กๆ ที่ต้องจ่ายเท่านั้น"
ความจริงเรื่องนี้ไม่ต้องให้ฝรั่งแนะนำเราก็น่าจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร แต่เมื่อความขัดแย้งของเราบานปลายกลายเป็นเรื่องที่ใครต่อใครทั้งโลก เขาก็แสดงความห่วงใยกันอย่างกว้างขวางอย่างที่เห็นกันอยู่
จากแรกเริ่มที่เขาแสดงความเข้าใจ กลายเป็นความผิดหวัง และตอนนี้ใกล้ๆ กับความสิ้นหวังเสียแล้ว
ความจริง ที่เรียกว่า "ประนีประนอม" หรือ compromise นั้นเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการประชาธิปไตย เพราะในการอยู่ร่วมกันของสังคม ผลประโยชน์ส่วนรวมต้องมาก่อนผลประโยชน์ส่วนตนหรือเฉพาะกลุ่ม และเมื่อความขัดแย้งเกิดจากการที่แต่ละฝ่าย ต้องการจะได้ตามเงื่อนไขของฝ่ายตนแต่เพียงอย่างเดียว ทางออกจากวิกฤตก็คือการที่ต่างฝ่ายต่างต้องลดเงื่อนไขในส่วนที่ตกลงกันไม่ได้ เพื่อให้เกิดผลประโยชน์สำหรับภาพรวมของประเทศ
ขอยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่าประเทศชาติต้องมีทางออกจากวิกฤต และที่เป็น "ทางตัน" อยู่ทุกวันนี้ก็เพราะต่างฝ่ายต่างนึกว่าตนมีอำนาจต่อรองสูงกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง ทั้งๆ ที่ก็ติดมุมกันทั้งคู่ เพราะแทนที่จะหาทางออกทางการเมืองที่เป็นไปได้ ต่างฝ่ายต่างกลับอ้างการตีความรัฐธรรมนูญที่เข้าข้างตนเอง
ฝ่ายหนึ่งจะเดินอีกฝ่ายหนึ่งก็เตะขาให้ล้ม ไม่มีใครสามารถขยับไปข้างหน้าได้ ประเทศก็ตกอยู่ในวังวนแห่งความขัดแย้งไม่รู้จักจบสิ้น
รัฐบาลเดินหน้าไม่ได้เพราะยังไม่แน่ชัดว่า คุณนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล มีอำนาจในฐานะ "นายกรัฐมนตรี" มากน้อยเพียงใด
ฝ่ายต่อต้านจะเรียกร้องให้ คุณสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ว่าที่ประธานวุฒิสภา เสนอชื่อ "นายกฯคนกลาง" ก็ติดขัด เพราะมีประเด็นคำถามเรื่อง มาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญจะนำมาใช้ในกรณีนี้ได้หรือไม่
เพราะไม่อาจจะตีความว่าได้เกิด "สุญญากาศ" การเมืองแล้ว
แต่ก็ไม่อาจจะตีความได้ว่าไม่มีสุญญากาศเสียเลยทีเดียว
ฝ่ายรัฐบาลต้องการจะเดินหน้าให้จัดการเลือกตั้งให้ได้ แต่คณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ก็ไม่แน่ใจเสียแล้วว่าคุณนิวัฒน์ธำรงมีสิทธิที่จะทูลเกล้าฯเพื่อรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ออกพระราชกฤษฎีกาการเลือกตั้งได้หรือไม่
ฝั่งรัฐบาลบอกว่าถ้าฝ่าย กปปส. ตีความว่าคุณนิวัฒน์ธำรงไม่มีอำนาจ "นายกรัฐมนตรี" เต็มขั้น ก็ย่อมไม่อาจจะทูลเกล้าฯชื่อคุณสุรชัยเป็นประธานวุฒิสภาได้ จึงไม่อาจจะเดินตามแผนที่จะให้ประธานวุฒิเสนอทูลเกล้าฯชื่อ "นายกฯคนกลาง" ได้เช่นกัน
ฝ่าย กปปส.ก็ย้อนกลับว่าคุณสุรชัยเป็นรองประธานวุฒิสภา ที่รักษาการประธานวุฒิสภาอยู่แล้ว แม้ว่าคุณนิวัฒน์ธำรงจะไม่ทูลเกล้าฯชื่อ คุณสุรชัยก็สามารถทูลเกล้าฯชื่อ "นายกฯเป็นกลาง" ได้
แต่แม้ว่าต่างฝ่ายต่างจะยืนยันในการตีความรัฐธรรมนูญของตน ก็ไม่มีฝ่ายไหนกล้าเดินหน้า เพราะรู้ว่าอีกฝ่ายหนึ่งก็จะสกัดกั้นด้วยการตีความกฎหมายอีกด้านหนึ่งได้
ทางออกจึงอยู่ที่การเจรจาหาทางออกร่วมกัน เข้าโหมดประนีประนอมเพื่อให้บ้านเมืองมีทางออก
และนั่นหนีไม่พ้นการที่จะต้องมี "รัฐบาลเฉพาะกาล" เพื่อให้เกิดการปฏิรูปและการเลือกตั้งตามกรอบเวลา และกติกาที่เป็นที่ยอมรับได้ของทุกฝ่าย
ซึ่งก็แปลว่าไม่มีฝ่ายใดได้ทั้งหมดที่ตนต้องการ ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ที่มีตัวแทนของประชาชนจากหลากหลายกลุ่ม และผลประโยชน์ที่ไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทุกเรื่อง
จะเรียกว่า "รัฐบาลเฉพาะกาล" หรือ "รัฐบาลชั่วคราว" หรือ "รัฐบาลแห่งชาติ" ก็มีความหมายเหมือนกันหากคู่กรณีตกลงกันได้ว่าต่างฝ่ายต่างถอยจากเส้นที่ตนเองขีดเอาไว้ เพื่อให้สามารถเดินต่อไปได้
รัฐบาลเฉพาะกาลที่ว่านี้มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินเพื่อนำไปสู่การปฏิรูปให้กติกาเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายก่อนที่จะมีการเลือกตั้งที่ทุกฝ่ายจะเข้าร่วมอย่างเปิดเผยและโปร่งใส
รัฐบาลเฉพาะกาลทำหน้าที่ 1 ปีถึง 1 ปีครึ่งเพื่อให้เศรษฐกิจฟื้นสู่ภาวะปกติและให้คนไทยกลับมามีความหวังในประเทศชาติ
ขณะเดียวกันก็ตั้ง "สภาปฏิรูป" ที่มีคนจากทุกฝ่ายมาร่างโครงใหญ่ ที่ไม่ถูกนักการเมืองครอบงำ เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งที่มีกติกา ที่สะท้อนความต้องการของคนในประเทศอย่างแท้จริง โดยเตรียมให้มีการเลือกตั้งที่ต้องเน้นเรื่องปฏิรูปเป็นหลักเพื่อตั้ง "รัฐบาลเพื่อการปฏิรูป" หลังเลือกตั้งอันจะนำไปสู่การ "ยกเครื่องประเทศไทย" อย่างแท้จริง
นายกฯก็ต้องไม่ใช่เป็น "คน" ของคู่กรณี หากแต่เป็น technocrat ที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับได้ว่าเป็น "คนทำงาน" ไม่ใช่เป็น "คนของใคร"
แล้วจะผิดมาตราไหนของรัฐธรรมนูญอีกไหม?
ถ้าเข้าโหมด "เจรจาเพื่อหาทางตกลงกัน" ไม่มีปัญหากฎหมายข้อไหนที่ไม่มีทางออกครับ






