นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย
ให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กกปส.) ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 2 โดยมีเป้าหมายต้องการให้วุฒิสภาเข้ามามีบทบาทในการแก้ปัญหาการเมืองของประเทศ ด้วยการเร่งหารัฐบาลใหม่ แต่ถ้อยแถลงดังกล่าวมีประเด็นที่น่าสนใจที่ระบุว่า "ขณะนี้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศก็มีมากขึ้น จนเศรษฐกิจจะเข้าสู่สภาวะชะงักงัน" จึงเป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องหานายกรัฐมนตรีและรัฐบาลอำนาจเต็มมาทำหน้าที่
อันที่จริง ปัญหาเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากความขัดแย้งทางการเมืองนั้น ได้ส่งผลกระทบตั้งแต่มีการชุมนุมทางการเมือง โดยเฉพาะภาคเศรษฐกิจที่อยู่ในส่วนของภาคบริการ อาทิ นักท่องเที่ยวจากต่างชาติ เพราะเป็นเรื่องปกติธรรมดาอยู่แล้วที่บรรดานักท่องเที่ยวจะวิตกกังวลกับสถานการณ์ในไทย ซึ่งในช่วงแรกก็ยังหวังว่าสถานการณ์ความขัดแย้งจะยุติลงโดยเร็ว แต่เมื่อยืดเยื้อยาวนาน ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็ได้ขยายวงกว้างมากขึ้นเรื่อย จากภาคบริการไปสู่ภาคการผลิต อันเนื่องมาจากปัญหาความเชื่อมั่นนักลงทุน
หากติดตามความเห็นหรือท่าทีของแต่ละฝ่าย ที่เข้าไปมีส่วนในความขัดแย้งที่เกิดขึ้น เราจะเห็นได้ว่าประเด็นทางเศรษฐกิจแทบไม่มีใครสนใจอย่างจริงจัง รวมทั้งไม่สนใจว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้จะส่งผลกระทบอย่างไร ดังนั้นที่ผ่านมา ภาคธุรกิจจึงปรับตัวเองเพื่อรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ประเด็นเศรษฐกิจมักจะได้รับการหยิบยกขึ้นมาด้วยเหตุผลทางการเมืองมากกว่าเพื่อต้องการแก้ปัญหาที่แท้จริง อย่างกรณีของโครงการรับจำนำข้าวถือเป็นกรณีตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด
หากติดตามปัญหาโครงการรับจำนำ ตั้งแต่เริ่มต้นหลังรัฐบาลยุบสภา ก็จะเห็นได้ชัดว่าไม่มีใครคิดถึงผลที่เกิดขึ้น ด้านหนึ่งรัฐบาลก็ไม่ได้เตรียมงบประมาณเอาไว้ เพราะหวังว่าจะกลับมาเป็นรัฐบาลได้โดยเร็วหลังเลือกตั้ง แต่เมื่อสถานการณ์ยืดเยื้อผลกระทบจึงเกิดขึ้น เพราะรัฐบาลรักษาการไม่สามารถหาเงินมาชดใช้ชาวนาที่เข้าร่วมโครงการ จนบัดนี้ ก็ยังไม่สามารถหาเงินมาใช้ได้ทั้งหมด มีเพียงแค่การเร่งระบายข้าวเพื่อนำเงินไปใช้เพียงบางส่วนเท่านั้น แต่หนี้ส่วนใหญ่ยังไม่สามารถหาเงินมาใช้คืนได้
กรณีโครงการรับจำนำก็ปรากฎว่าทุกฝ่าย ใช้ปัญหาของชาวนาในทางการเมือง โดยกลุ่มกปปส.พยายามชี้ให้เห็นถึงการทุจริตและความล้มเหลวของรัฐบาล ในขณะที่รัฐบาลตอบโต้กลับด้วยการกล่าวโทษว่าสาเหตุที่ยังไม่สามารถหาเงินไปจ่ายชาวนาได้ก็เพราะการชุมนุมของกปปส.นั่นเอง ซึ่งมีการไปกดดันสถาบันการเงินไม่ให้ปล่อยกู้หรือพยายามขัดขวางการหาเงินเพื่อนำมาใช้ในโครงการ แต่ไม่ว่าทั้งสองฝ่ายอ้างเหตุผลใดก็ตาม สถานการณ์จริงที่เกิดขึ้นคือปัญหาของชาวนายังไม่ได้รับการแก้ไข
เราเห็นว่าการตระหนักถึงปัญหาเศรษฐกิจ ที่เกิดขึ้นจากผลกระทบทางการเมืองนั้น ไม่ว่าจะมาจากฝ่ายใด ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีหากปัญหาเหล่านี้ได้รับการตระหนักถึง ว่าเป็นผลพวงที่เกิดขึ้นจากการเมือง แต่เราอยากเห็นมากไปกว่านั้นก็คือการปฏิบัติเพื่อเยียวยาหรือลดผลกระทบที่เกิดขึ้น หาใช่การปล่อยให้สถานการณ์ทุกอย่างพาไปจนส่งผลกระทบไปทั่ว หากทุกฝ่ายไม่ต้องการเห็นหายนะทางเศรษฐกิจตามที่กล่าวอ้างจริง ก็น่าจะหาทางออกร่วมกัน แต่ไม่ใช่ใช้ประเด็นเศรษฐกิจชี้หน้าด่ากันไปมา






