วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปฏิรูปการเงินส่วนบุคคล ก่อนปฏิรูปประเทศ

เมื่อไม่นานมานี้ สถาบันคีนันแห่งเอเซีย เผยผลสำรวจที่น่าหวั่นใจ ว่าคนไทยมีทักษะการเงินส่วนบุคคลระดับต่ำสุดใน 14 ประเทศ

ที่ได้ทำการสำรวจ โดยกลุ่มที่น่าเป็นห่วงที่สุด คือ กลุ่มนักเรียน นักศึกษา กลุ่มอาชีพอิสระรายได้ต่ำ และเกษตรกร ที่มีระดับความรู้ทางการเงินในขั้นวิกฤติ ความไม่รู้ทางด้านการเงิน ทำให้คนไทยขาดความพร้อมในการเข้าสู่สังคมวัยเกษียณ ซึ่งประชากร 2 กลุ่มหลังยังพอเข้าใจได้ แต่กลุ่มนักศึกษาที่จะเป็นแรงงานรุ่นใหม่ ที่กำลังเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ และจะต้องเป็นแรงงานหลักของสังคมในอนาคตกลับมีการใช้จ่ายเกินตัวสูงมากในวันนี้ และกำลังมีระดับหนี้สูงจนน่าตกใจ มีการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ทั้งๆ ที่ยังไม่มีความสามารถในการหารายได้

ภาพรวมของประเทศเองในขณะนี้ สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีอยู่ในโซนสีแดงที่ต้องแก้ปัญหาเร่งด่วน ตัวเลขล่าสุดเพิ่มขึ้นมาถึงระดับ 82.3% จาก 55.6% ในปี 2551 และมีแนวโน้มว่าจะไปแตะระดับ 85% ในปีนี้ หากว่าเศรษฐกิจไม่สามารถเติบโตได้ทันกัน สาเหตุหลักมาจากภาคการเมือง ทำให้ความสามารถในการชำระหนี้ลดลง โดยเฉพาะนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น โครงการรถคันแรกหรือโครงการรับจำนำข้าว ที่สร้างความคาดหวังให้แก่ชาวนาว่าจะได้เงินแน่นอน จึงไปก่อหนี้เพิ่มซื้อรถกระบะหรือกู้เงินมาทำนาเพื่อเข้าโครงการ ทำให้ชาวนาที่เป็นกระดูกสันหลังของชาติ และมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ของรัฐบาล แต่ต้องแบกภาระหนี้สินเพิ่ม

ปัญหาสำคัญทางด้านการเงินบุคคล คือ ความรู้ด้านการเงินของคนไทยที่ยังอยู่ในระดับต่ำ เช่น การคิดดอกเบี้ยทบต้น หรือค่าเวลาของเงิน หรืออุปนิสัยการใช้เงินของคนไทยที่ยังไม่มีการจดบัญชีรายรับรายจ่าย และไม่มีการวางแผนทางการเงิน ทำให้ไม่มีการใช้ความรู้ในการตัดสินใจทางการเงิน อีกหนึ่งประเด็นที่สำคัญ คือ ทัศนคติในการใช้เงินแบบผิด ๆ โดยเฉพาะการหล่อหลอมวัฒนธรรมการบริโภคนิยมในขณะนี้ ควรเปลี่ยนมาเป็นการฝังดีเอ็นเอให้คนไทยมีวิธีคิดแก้ปัญหาทางการเงิน เดินออกจากสังคมบริโภคนิยม เช่น การยกกรณีตัวอย่างความล้มเหลวทางการเงินและปรับตัวได้สำเร็จเพื่อให้คนเห็นภาพ โดยรณรงค์เจาะให้ถึงกลุ่มรากหญ้า หนึ่งในวิธีง่ายๆ คือ การสร้างสโลแกนที่จำง่ายและเข้าใจคล้ายกับสโลแกนที่ว่า “ให้เหล้าเท่ากับแช่ง”

จริงอยู่ว่าที่ผ่านมามีหลายหน่วยงานภาครัฐ พยายามให้ความรู้ทางการเงิน และน้อมนำทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงมาสอดแทรกด้วยงบประมาณรวมๆ กันแล้ว หลายหมื่นล้านบาท แต่นั่นก็ยังเป็นการใช้งบประมาณชนิดที่เรียกว่าเบี้ยหัวแตก แต่ไม่เกิดผลเป็นรูปธรรม และมีการเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามารับบทพระเอก ผลักดันแนวทางการให้ความรู้ทางการเงินส่วนบุคคล แต่ในภาวะเช่นนี้เราคงตามหาตัวพระเอกได้ยากยิ่งนัก หน่วยงานภาครัฐที่ยังพอจะมีแรง ไม่ง่อยเปลี้ยไปกับปัญหาการเมืองไทยในขณะนี้ คงต้องออกมารับบทพระรองขัดตาทัพไปก่อน

เพราะว่า ถ้าปล่อยให้ประเทศไทยยังติดกับดักภาระหนี้สินในภาวะที่เศรษฐกิจเติบโตไม่ได้มากเช่นนี้ ในอนาคตจะเป็นชนวนนำไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจ และเงินกู้นอกระบบจะกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้งขณะเดียวกันภาวะการเงินส่วนบุคคลที่อ่อนแอ จะเป็นสาเหตุทำให้คนไทยหวังพึ่งแต่นโยบายจากภาคการเมืองมากกว่าการพึ่งพิงตนเอง

ดังนั้น หากการเมืองไทยจะเดินหน้าสู่กระบวนการปฏิรูปได้จริง ก็ควรนำเรื่องการบริหารการเงินส่วนบุคคล เข้าไปเป็นหนึ่งในวาระแห่งชาติที่ต้องได้รับการปฏิรูปด้วยเช่นกัน ด้วยความเชื่อที่ว่าการทำให้คนไทยมีความรู้ทางการเงิน พึ่งพิงตนเองได้ไม่ติดกับดักการเงินส่วนบุคคล จะเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่งให้แก่ประชาชน โดยไม่ต้องตกเป็นเครื่องมือ หรือรอคอยเศษเสี้ยวกระผีกเงินจากนักการเมือง ที่เอาผลประโยชน์ประเทศชาติมาหว่านโปรยแบบ ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ...อยู่เช่นทุกวันนี้