ประชุมสุดยอดอาเซียนที่กรุงเนปีดอ เมืองหลวงพม่า เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้นำของอีก 9 ชาติต่างก็ถามไถ่ถึงประเทศไทย
ด้วยความเป็นห่วงเป็นใย ในฐานะเป็นประเทศที่เคยเป็นหัวหอก ของสมาคมแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่วันนี้กลายเป็น “รัฐไร้หัว ชาติไร้หาง (เสือ)”
ประธานาธิบดี เต็ง เส่ง ของพม่า ในฐานะเจ้าภาพคงปวดหัวน่าดู เพราะเดิม คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะไปร่วมประชุมในฐานะ “นายกรัฐมนตรีรักษาการ” จากประเทศไทย
เป็นธรรมเนียมว่าทุกการประชุมสุดยอดนั้น เจ้าภาพจะตัดเสื้อให้กับผู้นำที่มาร่วมประชุมให้สะท้อนถึงวัฒนธรรมของประเทศนั้น ๆ
รัฐบาลพม่าจึงได้เตรียมตัดเสื้อสวยสำหรับ คุณยิ่งลักษณ์ ไว้ให้ดูโดดเด่นในฐานะเป็นผู้นำหญิงคนเดียวในอาเซียนวันนั้น
แต่พอศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า คุณยิ่งลักษณ์ หลุดจากตำแหน่ง ประธานาธิบดี เต็ง เส่ง ก็ต้องเปลี่ยนแผนเรื่องเสื้อผ้าทันที
โดยเปลี่ยนเป็นเสื้อสำหรับผู้ชาย คือ คุณสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ซึ่งพม่าเข้าใจว่าเมื่อรักษาตำแหน่งรองนายกฯ และรัฐมนตรีต่างประเทศ ก็น่าจะเป็นตัวแทนของประเทศไทยในการประชุมสุดยอดอาเซียน
แต่วันต่อมา เมื่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติหรือ ป.ป.ช. มีคำวินิจฉัยว่า คุณยิ่งลักษณ์ และรัฐมนตรีอีก 9 คนในคณะรัฐมนตรีชุดที่มีส่วนตัดสินนโยบายจำนำข้าวมีความผิด เมื่อข่าวไปถึงเมืองหลวงพม่า เจ้าภาพก็ต้องเปลี่ยนแผนอีกครั้งหนึ่ง
เพราะเสื้อที่ตัดไว้ให้คุณสุรพงษ์ นั้นตัวใหญ่ แต่ข่าวจากกรุงเทพฯบอกว่าคนที่จะมาในนามประเทศไทยคือ คุณพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกฯ ซึ่งมีขนาดร่างกายเล็กกว่ามาก เจ้าภาพจึงต้องตัดเสื้อให้ใหม่เพื่อไม่ให้ใส่แล้วดูหลวมเกินเหตุ
นี่โกลาหลเฉพาะเรื่องเสื้อผ้า แต่ปัญหาที่สร้างความวุ่นวายใจให้กับผู้นำอาเซียนอื่น ๆ ยิ่งกว่านั้นคือ เมื่อปัญหาการเมืองภายในของประเทศไทย ที่ทำให้มีผลกระทบทางลบต่ออาเซียนในภาพรวมอย่างมีนัยสำคัญ
เพราะประเทศไทยเคยเป็น “พี่เอื้อย” ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งอาเซียน อีกทั้งยังเคยเป็นตัวอย่างของชาติที่มีการเมืองมีเสถียรภาพ เศรษฐกิจเข้มแข็ง และเป็นคนไกล่เกลี่ยปัญหาของเพื่อนสมาชิกอื่น ๆ และเป็น “เสาหลัก” ขององค์กรระหว่างประเทศแห่งนี้มาช้านาน
แต่ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ไทยกลายเป็น “คนป่วย” ของอาเซียน และยิ่งวันก็ยิ่งจะอ่อนแอลง ปัญหาความขัดแย้งภายในของไทยกลายเป็นเรื่องที่เพื่อนอาเซียนซุบซิบนินทาลับหลังมาหลายปี
แต่เพราะความเป็นเพื่อนเอเชียด้วยกัน พรรคพวกในอาเซียนก็ได้แต่ “ให้กำลังใจ” ขอให้แก้ปัญหาในประเทศให้ได้ เพราะไม่มีใครในอาเซียนคิดว่าตัวสมาคมเองจะอาสาเข้ามา “ไกล่เกลี่ย” คู่กรณีในไทยได้เพราะไม่มีใครต้องการให้ใครมา “แทรกแซงกิจการภายใน” ของตน
แต่เสียงซุบซิบนินทาระหว่างผู้นำเพื่อนอาเซียนนั้น ไม่เป็นมงคลต่อไทยนัก เพราะเขาจะบอกว่าคนไทยทำท่าจะเก่งเวลาช่วยคนอื่นแก้ปัญหา แต่พอเจอเรื่องขัดแย้งของตัวเอง นักการเมืองแก่งแย่งผลประโยชน์กันเอง ปัญญาชนก็มีมากมาย แต่ไม่สามารถจะหาทางออกจากวิกฤตที่สร้างขึ้นมาเองได้
เรียกว่าท่าดีทีเหลว
สำหรับไทยนั้น เมื่อมีปัญหาในบ้านหนักหน่วง บทบาทในองค์กรระหว่างประเทศของไทยก็อ่อนปวกเปียก โอกาสสำคัญ ๆ ที่เราควรจะได้ประโยชน์จากเวทีระหว่างประเทศก็หลุดหายไป ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติอย่างยิ่ง
นอกจากไทยเราจะกลายเป็นขี้ปากของเพื่อน ๆ แล้วก็ยังกำลังถูกมองว่าเป็น “ตัวปัญหา” ที่หมดสภาพของการเป็นประเทศปกติอีกนาน






