ความขัดแย้งทางการเมืองไทย ได้เดินมาถึงจุดเปราะบาง ที่เปรียบเสมือนหน้าผาสูงชัน ซึ่งเสี่ยงต่ออันตรายหากเกิดพลาดพลั้งขึ้นมา
หลังจากที่การชุมนุมของมวลมหาประชาชนภายใต้การนำของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้นำกลุ่ม กปปส. หรือ คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย ให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทำการต่อต้านรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่อยู่ใต้เงาของระบอบทักษิณ ในการทวงคืนอำนาจอธิปไตย หวังจัดตั้งรัฐบาลและสภาของประชาชน รวมถึงการปฏิรูปประเทศก่อนการเลือกตั้ง ได้ผ่านมาถึง 191 วัน โดยมีการขับเคลื่อนมวลชนออกมาชุมนุมสู่ท้องถนนตามเป้าหมายหลัก 7 จุด ที่ประกอบด้วย ทำเนียบรัฐบาล และ สถานีโทรทัศน์ 5 แห่ง คือ ช่อง 3 ช่อง 5 ช่อง 7 ช่อง 9 ช่อง 11 ที่ถนนวิภาวดี และ ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ โดยถือเป็นช่วงวันเผด็จศึก ขณะที่มวลชนเสื้อแดงที่สนับสนุนฝ่ายรัฐบาลได้เริ่มออกมาเคลื่อนไหวปิดถนนบริเวณสี่แยกบางนาช่วงขณะหนึ่ง เพื่อสำแดงพลังเตรียมตัวรอที่จะถึงการนัดหมายชุมนุมใหญ่ที่ถนนอักษะ ในวันที่ 10 พฤษภาคม
นายสุเทพ ได้ให้เวลา 3 วัน เรียกร้องผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ซึ่งหมายถึง ประธานศาลฎีกา ประธานวุฒิสภา และ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ร่วมหาทางออกให้กับบ้านเมืองในเวลานี้ เสมือนหนึ่งยึดถือว่าบ้านเมืองกำลังเกิดสุญญากาศทางการเมือง เนื่องจากนางสาวยิ่งลักษณ์ได้ถูกศาลรัฐธรรมนูญชี้ผิด ให้พ้นฐานะการเป็นนายกรัฐมนตรี กรณีโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี รวมทั้ง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดละเลยการปฏิบัติเพื่อเอาผิดกรณีคอร์รัปชันการรับจำนำข้าว และอยู่ในขั้นตอนการส่งต่อให้วุฒิสภาดำเนินการถอดถอนนายกรัฐมนตรีในสัปดาห์หน้า โดย นายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา หรือ ส.ว.สรรหา สนับสนุนแนวคิดของนายสุเทพในฐานะเลขาธิการ กปปส. ที่เรียกร้องให้ประมุขศาล และวุฒิสภา นัดวันร่วมหารือถึงประเด็นของบ้านเมือง เพราะเห็นว่าเป็นสถาบันหลักทางด้านการเมืองและด้านนิติบัญญัติ ที่สามารถเป็นที่พึ่งของสังคม ที่จะช่วยกันแก้ไขปัญหา
สิ่งที่เป็นความกังวล คือ ในเรื่องของความรุนแรงทางการเมืองที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น โดยปรากฏการณ์เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ยิงแก๊สน้ำตาและการฉีดน้ำสกัดการเข้าปิดล้อมศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย หรือ ศอ.รส. ของมวลชน ที่นำโดยขบวนของหลวงปู่พุทธะอิสระ จนมีผู้บาดเจ็บ 5 ราย จะนำความรุนแรงที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งการที่ ศอ.รส. ได้ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 4 เมื่อวานนี้ ประณามนายสุเทพกับแกนนำ กปปส. ได้ร่วมกันกระทำผิดอย่างต่อเนื่อง และสร้างความเสียหายกับประเทศชาติบ้านเมือง จนอัยการได้มีคำสั่งฟ้องแกนนำ 51 คน ในข้อหาร่วมกันเป็นกบฏนั้น อาจจะนำมาซึ่งเป็นการจุดชนวนให้เกิดการเผชิญหน้ากันอีกครั้งหนึ่งของทั้งสองฝ่าย ขณะเดียวกัน ผลกระทบจากการเมืองที่เกิดขึ้น ก็อาจขยายวงสู่ปัญหาและความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ ที่ถูกเฝ้ามองจากบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือในสหรัฐ ที่กำลังจับผิดในเรื่องความชัดเจนต่อการเลือกตั้งทั่วไป ว่าจะมีขึ้นในวันใด
มาถึงวันนี้ แม้ว่าประเทศไทยจะอยู่ท่ามกลางความร้อนแรง ของความแตกแยกทางการเมือง ที่ถือเป็นจุดอันตรายต่ออนาคต แต่ตลอดระยะเวลา 6 เดือนมานี้ คนไทยนับล้านหรือหลายล้านคนได้ตื่นตัวและหล่อหลอมบทเรียน ที่จะช่วยกันสอดส่องนักการเมืองที่มีพฤติกรรมฉ้อฉล หรือส่อไปในทางหาผลประโยชน์ของชาติอย่างไม่ชอบมาพากล เพื่อตนเองและพวกพ้อง ดังนั้น การต่อสู้ในช่วงเวลาที่ผ่านมานี้ นับได้ว่าคนไทยพร้อมแล้วที่จะเข้าสู่โหมดของการปฏิรูปประเทศอย่างจริงจัง เพื่อสร้างชาติ สร้างอนาคตที่ดี แต่ในช่วงระยะสั้นนี้ เราจำเป็นต้องก้าวผ่านปัญหาที่ท้าทายเฉพาะหน้า โดยต้องลดความเสี่ยงภัยจากการเผชิญหน้าที่รุนแรงของประชาชน...ทั้งสองฝ่าย






