วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ทำเพื่อประโยชน์พวกพ้อง ประชานิยมฉ้อฉล ล้วนเป็นความผิดมหันต์

คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยความผิดของนายกรัฐมนตรี เรื่องการโอนย้าย คุณถวิล เปลี่ยนศรี

และเอกสารของ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดของนายกรัฐมนตรี กรณีโครงการรับจำนำข้าว

ตลอดถึงคำสั่งศาลให้ทายาทนักการเมือง ต้องชดใช้ค่าเสียหาย อันเกิดจากคนที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดในคดีทุจริต จนทำให้เกิดความเสียหายต่อสาธารณะ

ทั้งหมดนี้ เป็นคดีที่เกิดติดต่อกันอย่างมีความเชื่อมโยงอย่างน่าสนใจยิ่ง สมควรที่จะต้องเป็นตำราเรียนในห้องเรียนตั้งแต่ชั้นประถม

เพราะหากว่า ปล่อยให้ถึงมหาวิทยาลัย ค่านิยมของเด็กไทย ก็ถูกปลูกฝังในทางที่ผิด จนแก้ยากเสียแล้ว

เพราะว่า เรื่องการใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ของพวกพ้อง โดยไม่เห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนรวมนั้น เป็นปัญหาใหญ่ของสังคม

ตอนหนึ่งของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ กรณีย้าย คุณถวิล เปลี่ยนศรี จากตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ไปเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีนั้น บอกว่า

"...ศาลพิจารณามีเหตุให้เชื่อได้ว่า การโยกย้ายเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของพวกพ้อง ขาดคุณธรรมของการโยกย้ายข้าราชการพลเรือน ไม่คำนึงถึงความรู้ความสามารถ ดังนั้น การโยกย้ายนายถวิล มีความเชื่อมโยงกับการแต่งตั้ง พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ส่วนการที่ผู้ถูกร้องในฐานะหัวหน้ารัฐบาล จะอ้างว่ามีอำนาจในการหมุนเวียนหน้าที่เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการนโยบายได้ แต่ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าการโยกย้ายนายถวิลทำงานบกพร่อง หรือเหมาะสมกับความรู้ความสามารถ ถือเป็นการใช้อำนาจแทรกแซง จึงเป็นการโยกย้าย ไม่ชอบด้วยกฎหมาย..."

พูดง่ายๆ ก็คือ หากว่าเป็นการโยกย้ายเพื่อให้ประสิทธิภาพของการบริหารงานดีขึ้นจริง ก็เป็นอำนาจของนักการเมือง แต่หากเป็นการโอนย้ายเพื่อให้คนของตนหรือญาติพี่น้อง สามารถเข้ามาสวมตำแหน่งที่ตนต้องการ และขยับคนอื่นออกไปโดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องเป็นธรรม นั่นย่อมเป็นความผิดตามรัฐธรรมนูญอย่างแน่นอน

เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในแวดวงการเมืองบ่อยๆ แต่นานๆ ครั้ง จึงจะมีข้าราชการประจำอย่างคุณถวิลที่ปักหลักสู้เพื่อความยุติธรรม โดยไม่หวั่นเกรงต่อแรงกดดันทางการเมืองที่ตามมา

หรือ กรณี ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดของคุณยิ่งลักษณ์ ในการดำเนินตามนโยบายจำนำข้าว ว่า "จงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดรัฐธรรมนูญ" เพราะแม้ว่าจะมีการเตือนอย่างเป็นทางการไปถึงนายกฯ ว่า โครงการนี้มีปัญหาทุจริตที่ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างยิ่ง อีกทั้งยังมีการทุจริตในทุกขั้นตอนของกระบวนการรับจำนำ

ตอนหนึ่งของคำแถลงของ ป.ป.ช. บอกว่า

"แม้ในชั้นนี้ พยานหลักฐานยังไม่ปรากฏชัดเจนว่าผู้ถูกกล่าวหา มีส่วนร่วมในการทุจริตหรือสมยอมให้เกิดการทุจริตหรือไม่ก็ตาม แต่การที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่บริหารราชการแผ่นดิน ให้เป็นไปตามนโยบายที่แถลงไว้ต่อสภาผู้แทนราษฎร ว่า จะป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในภาครัฐอย่างจริงจัง โดยยึดหลักความโปร่งใสและมีธรรมาภิบาลของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ทั้งไม่พิจารณาระงับยับยั้งโครงการตั้งแต่เริ่มรับทราบความเสียหายอันร้ายแรงที่สุดของประเทศ จากการดำเนินโครงการ..."

มติของศาลรัฐธรรมนูญ เป็นเอกฉันท์ 9-0

มติของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็เป็นเอกฉันท์ 7-0

ย่อมเป็นการยืนยันว่าความเห็นทั้งสองคดีนี้ นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้นำประเทศ ได้กระทำผิดต่อกฎหมายบ้านเมืองจริง ไม่มีข้อสงสัยหรือความเห็นค้านของศาล และ ป.ป.ช. เลยแม้แต่คนเดียว

แม้ว่า คุณยิ่งลักษณ์ จะกล่าวอ้างว่าตนเป็นคนดูแลนโยบาย หากมีเรื่องไม่ถูกต้อง ไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้น ก็เป็นเรื่องของ "ฝ่ายปฏิบัติการ" นั้น ศาลและองค์กรอิสระอย่าง ป.ป.ช. ก็ตัดสินว่า ฟังไม่ขึ้น เพราะว่า ผู้อาสามาบริหารประเทศนั้น จะต้องมีระดับความรับผิดชอบและจริยธรรมที่สูงกว่าคนทั่วไปด้วยซ้ำ

ผู้กำหนดนโยบาย จะโยนความผิดไปให้กับผู้ปฏิบัติ เมื่อเกิดการทุจริตไม่ได้ เหมือนรู้ว่าลูกน้องโกง หรือมีคนมารายงานว่าลูกน้องฉ้อฉล แล้วทำนิ่งเฉย ก็เท่ากับเป็นการสมยอม

มาตรฐานใหม่นั้น ไม่เพียงแต่ผู้บังคับบัญชาต้องรับผิดชอบลูกน้องที่โกงกินบ้านเมืองเท่านั้น นักการเมืองต้องรู้ว่าหากตนเองโกงกิน ลูกเมียและทายาทจะต้องชดใช้อีกด้วย แม้เจ้าตัวจะไม่อยู่บนโลกใบนี้แล้ว ก็ตาม

คดีคดโกงต่อบ้านเมือง ต้องไม่มีอายุความ และจะต้องให้ผู้ที่เกี่ยวข้องชดใช้กันอย่างเต็มพิกัด เพราะว่า...นักการเมืองเป็นคนอาสามาทำงาน การใช้อำนาจทำทุจริตในหน้าที่ ย่อมเป็นความผิดมหันต์ที่...ให้อภัยกันไม่ได้