วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

"Breakout Nations" ภาคจบ

บทความนี้เป็นภาคต่อจากฉบับก่อนหน้าเรื่อง “Breakout nations”

ซึ่งกล่าวถึงลักษณะสำคัญของประเทศในกลุ่มเศรษฐกิจ Developed Markets (DM), Emerging Markets (EM) และ Undeveloped Markets ในลำดับนี้จะขออนุญาตลงรายละเอียดของบางประเทศ และรูปแบบการเติบโตของเศรษฐกิจเมื่อมองย้อนไป 20-30ปี ว่าแต่ละประเทศมีลักษณะพิเศษอย่างไร เราจะสามารถเรียนรู้จากเขาเหล่านั้นได้ในมุมใดบ้าง

เมื่อกล่าวถึงเศรษฐกิจของประเทศหนึ่ง ทุกคนมักนึกถึง สมการ GDP (Gross Domestic Product หรือ ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ) โดย GDP จะถูกแสดงผ่านความสัมพันธ์ GDP = C + I + G + Nx ในแต่ละช่วงเวลาเราพบว่าบางองค์ประกอบอาจมีความสำคัญต่อ GDP มากกว่าองค์ประกอบอื่นๆ และเมื่อเวลาเปลี่ยนไป (หรือเมื่อประเทศประสบวิกฤตเศรษฐกิจ) ระบบเศรษฐกิจที่เคยเติบโตด้วยองค์ประกอบหนึ่งเช่น “การส่งออก” อาจเริ่มเปลี่ยนเป็นขยายตัวด้วย “การบริโภค” ก็เป็นได้

หากพิจารณาโครงสร้าง GDP ในตารางพบว่า หลายประเทศในทวีปเอเชียพึ่งพาการส่งออกเป็นสำคัญ แต่เมื่อพิจารณาถึง “มูลค่าการส่งออก หักด้วย การนำเข้า” หรือ “Net Export” แล้ว พบว่า อาจมีมูลค่าไม่สูงนัก เนื่องจากสินค้าส่งออกของหลายประเทศรวมถึงประเทศไทยนั้นมีพื้นฐานมาจากการนำเข้าวัตถุดิบ หรือที่เรียกกันว่า “Imported contents” ในสัดส่วนที่สูง สุดท้ายแล้วจึงมี “Value added” ต่ำ และส่งผลต่อ Net export ไม่มากนัก

เมื่อพิจารณาในมุมของ “% มูลค่าการส่งออก เทียบกับมูลค่า GDP” นั้น พบว่า ประเทศไทยเป็นรองเพียงสิงคโปร์ โดยตัวเลข ไทยอยู่ที่ประมาณ 75% ของ GDP ในขณะที่สิงคโปร์ 210% และเกาหลีใต้อยู่ที่ 52% แปลกใจไหมครับที่เราเห็นสินค้าของประเทศเกาหลีอยู่ทั่วโลกแต่ Export ของเขาเมื่อเทียบกับ GDP กลับมีสัดส่วนที่ต่ำกว่าไทย ตัวเลข Export to GDP ของญี่ปุ่นในปัจจุบันก็อยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับเกาหลีเช่นกัน พี่ใหญ่ของเอเชีย หรือ ญี่ปุ่น ถูกใช้เป็นแบบอย่างให้แก่หลายประเทศในเอเชียโดยเฉพาะเกาหลี หลายสิบปีก่อนญี่ปุ่นเติบโตด้วยการส่งออก และในปัจจุบันเติบโตด้วยการบริโภค

Ruchir Sharma ผู้เขียนหนังสือเรื่อง “Breakout Nations” ให้ข้อสังเกตไว้ว่าเมื่อเศรษฐกิจเติบโตถึงระดับหนึ่ง เศรษฐกิจจะเริ่มพึ่งพา Consumption มากขึ้น เนื่องจากการบริโภคจะเป็นตัวผลักดันให้เกิดการผลิตและการจ้างงานในประเทศเพื่อรองรับความต้องการบริโภคนั้น หากเราใช้ประเทศญี่ปุ่นเป็นตัวอย่าง พบว่า ความเจริญของญี่ปุ่นนำหน้าไทยประมาณ 30 ปี ปัจจุบัน GDP per capita ของไทยอยู่ที่ประมาณ USD 9,500 ซึ่งญี่ปุ่นผ่านจุดนี้ไปในปี 1981 ครับ ... 30ปี ต่อมา GDP per capita ของญี่ปุ่นอยู่ที่ประมาณ USD45,000 แล้ว

ญี่ปุ่นเป็นประเทศแห่งความ Hi-Tech ระดับแนวหน้าของโลก ย้อนไปเกือบ 30 ปี สหรัฐฯ ขาดดุลการค้าให้ญี่ปุ่นสูงมาก และเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าในอีก 15 ปี ต่อมา แต่ในเวลาเดียวกันคือปี 1985 สหรัฐฯ ยังไม่ได้ขาดดุลการค้าให้จีนแต่อย่างและตั้งแต่ปี 2000 Trade deficit ของสหรัฐฯ ต่อประเทศจีน เร่งตัวเป็น USD 300Bln ต่อปี (ตารางที่ 2) เป็นระดับที่มากกว่า deficit ที่มีกับญี่ปุ่นหลายเท่านัก ... หลายสิบปีก่อน ญี่ปุ่นเป็นเจ้าแห่งเทคโนโลยีครอบครองตลาด Hi-Tech และรถยนต์ แต่ในปัจจุบันประเทศจีนครองโลกในตลาด Hi-tech ต้นทุนต่ำ และในการส่งออกสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์

ระดับของอัตราแลกเปลี่ยนที่เหมาะเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่กำหนด competitiveness ของประเทศ การส่งออกของญี่ปุ่นเติบโตอย่างเร็วมาตั้งแต่ปี 1970 ถึง 1985 พบว่า Share of World เร่งตัวต่อเนื่องจาก 5.3% สู่ระดับ 8.8% จนกระทั่งปี 1985 ถึง 1995 ที่ค่าเงิน JPY ได้แข็งค่าอย่างมากจาก 198 เป็น 85 ทำให้ Share of World export เริ่มปรับตัวลดลงจาก 8.8% สู่ระดับ 6% ...ที่ร้ายไปกว่านั้นคือ ตั้งแต่ปี 1995 เป็นต้นมา ประเทศจีนและเกาหลีเริ่มผงาดในตลาดโลก กดให้ตัวเลข Share to World exports ของญี่ปุ่นลดลงสู่ระดับ 4.3% ในปัจจุบัน

Ruchir กล่าวถึงการใช้ GDP per capita เป็นตัวบ่งชี้ความมั่งคั่งและทิศทางของเศรษฐกิจ ผมขออนุญาตกล่าวโดยสรุปว่า GDP per capita ก็มีแนวต้านดังเช่นดัชนีตลาดหุ้น ด่านแรกคือ ที่ USD 4,000 และ ด่านที่ 2 ที่ USD 10,000 … Rachir ใช้คำว่า “Reinvention” กับประเทศเกาหลี และขนานนามว่าเป็น “เยอรมันแห่งเอเชีย” เขาได้ยกตัวอย่างว่า ประเทศเกาหลีเป็นประเทศที่มีงบ R&D สูงที่สุดในโลกที่ 3.74% ของ GDP …. R&D คือ ปัจจัยที่นำพาให้เกาหลีข้ามผ่าน GDP per capita ที่ USD10,000 ไปได้ หากพิจารณาในมุมของ GDP per capita และโครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพาการส่งออกสูงและมีความเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจสหรัฐฯ มากแล้ว เราพบว่า “เกาหลี” มีความคล้ายคลึงกับ “ประเทศไต้หวัน” มากครับ

Ruchir ดูเหมือนจะชอบประเทศอินโดนีเซียเป็นพิเศษ เขากล่าวถึงความเป็นประเทศ commodities ที่เต็มไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ และการกระจายตัวของรายได้ไปยังหัวเมืองใหญ่หลายเมือง นี่คือความแตกต่างอย่างชัดเจนจากประเทศไทยซึ่งความเจริญส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ที่กรุงเทพฯ อีกปัจจัยหนึ่งที่อินโดนีเซียใช้เป็นจุดขายคือ การที่ GDP รวมของประเทศเกือบแตะ USD 1 Trillion เข้าไปทุกที นอกจากนั้น การที่ภาครัฐฯ ผลักดันและให้ความสำคัญกับการลงทุน ย่อมเป็นตัวสนับสนุนผ่านแนวต้านที่ 1 ที่ USD 4,000 ไปได้ ... ผู้จัดการกองทุนหุ้นทั่วโลกก็ชอบอินโดนีเซียครับ แต่ในตลาดตราสารหนี้ของเขายังไม่ได้รับการกล่าวถึงมากนัก

อีกประเด็นที่ควรกล่าวถึงคือ การกระตุ้นเศรษฐกิจ คือ Government Spending และ Private Investments สิ่งที่รัฐบาลสหรัฐฯ ดำเนินการเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 คือ การสร้าง infrastructure ในรูปแบบของ Highway network รัฐบาลสหรัฐได้ทุ่มเม็ดเงินจำนวนมากในการนี้จนกระทั่งระบบมีระบบ Highway network ยาวที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลก ที่ประมาณ 6.5ล้านกิโลเมตร ตามด้วยประเทศจีนที่ 4.3 ล้าน กม. ระบบ Highway ของสหรัฐฯ บ่งชี้ว่ารัฐบาลตัดสินใจถูกต้อง ในภาววิกฤตเศรษฐกิจ ถ้าเอกชนไม่ลังเลที่จะขยายงานหรือลงทุนเพิ่ม รัฐบาลจะต้องเป็นผู้ลงทุนแทน ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นโครงการที่ใช้เงินเงินลงทุนสูง และได้ผลดีในระยะยาว อย่าเปรียบเทียบกับกรณีของประเทศไทยเพราะปัจจัยที่รัฐบาลไทยจะตัดสินใจดำเนินการโครงการใดอยู่ที่ว่า โครงการใดสามารถเริ่มกระทำได้ในเวลาอันสั้น ซึ่งเป็นเหมือนกันทุกรัฐบาลครับ

เมื่อรัฐบาลตัดสินใจลงทุนแทนเอกชน Debt to GDP ของประเทศจะเริ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ การที่ Debt to GDP ของญี่ปุ่น แตะระดับ 210% มาหลายสิบปีทำให้การกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลกระทำได้ยากขึ้น ส่วน Debt to GDP ของสหรัฐฯ ที่ 101% เป็นระดับที่เกี่ยวข้องกับ Debt limit และการเพิ่มหนี้ของรัฐบาล … หันมองประเทศเพื่อนบ้าน พบว่า รายได้ประชาชาติต่อหัวของมาเลเซีย เพิ่งข้ามผ่านหลัก USD10,000 ไปในปี 2011 และอยู่ที่ USD10,432 ในปี 2012 ในขณะที่ ตัวเลขของประเทศไทยล่าสุดอยู่ที่ USD5,480 ... มาลุ้นกันว่าอีกกี่ปี GDP per capita ของไทย จะแตะ USD10,000 ครับ