วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เมื่อมังกร 'อาลีบาบา' ผงาด สู่แดนอินทรีอีคอมเมิร์ซโลก

หลังจากที่รอคอยกันอยู่นาน กลุ่มอาลีบาบาซึ่งเป็นผู้นำธุรกิจเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซที่ใหญ่ที่สุดของโลกได้ขยับก้าวแรก

โดยการเข้าจดทะเบียน เพื่อเริ่มขายหุ้นของบริษัทที่มูลค่า 1,000 ล้านดอลลาร์ ในสหรัฐเมื่อวันที่ 6 พ.ค.ที่ผ่านมา และอาจถูกจัดว่าจะเป็นการเทรดหุ้นครั้งสำคัญครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ทีเดียว

การตัดสินใจของ "แจ็ค หม่า" เข้าขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ แทนที่จะเป็นที่ตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงในครั้งนี้ นอกจากจะเปิดโอกาสให้หม่า และผู้บริหารเดิมของอาลีบาบามีอำนาจเต็มที่ในการบริหารธุรกิจแล้ว ยังเป็นการเปิดโอกาสทางการตลาดในแดนอินทรีให้กับกลุ่มอาลีบาบาเป็นอย่างมาก จนคู่แข่งที่มีชื่อเสียงในตลาดอย่างอะเมซอน (amazon.com) อีเบย์ (eBay.com) และวอลมาร์ท (walmart.com) ต้องคอยตามติดและแก้เกมการตลาดให้ทัน

รุกฆาตจากจีนสู่สหรัฐ

ธุรกิจหลักที่เป็นที่รู้จักดีของกลุ่มอาลีบาบา คือ ธุรกิจการให้บริการอีคอมเมิร์ซในลักษณะมาร์เก็ตเพลซ (MarketPlace) ซึ่งเป็นการจัดพื้นที่ในการขายสินค้าให้กับผู้ซื้อและผู้ขายผ่านเว็บไซต์ชื่อดัง 3 เว็บไซต์ ได้แก่ alibaba.com บริการอีคอมเมิร์ซแบบ B2B ในภาษาอังกฤษสำหรับผู้ผลิตสินค้าในจีนกับผู้ซื้อจากทั่วโลกในปี 2542 taobao.com อีคอมเมิร์ซแบบ C2C ซึ่งเปิดพื้นที่การขายให้ผู้ซื้อและผู้ค้านับตั้งแต่รายย่อยรายใหญ่กว่า 7 ล้านรายมีสินค้ากว่า 800 ล้านรายการ และ tmall.com บริการแบบ B2C เพื่อให้แบรนด์สินค้ากว่า 70,000 รายขายสินค้าให้กับผู้บริโภคโดยตรง การชำระเงินสามารถทำได้ผ่านแพลต์ฟอร์มอาลีเพย์ (alipay.com) ที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ซื้อสินค้าได้เป็นอย่างดี

ปีที่แล้วมูลค่าสินค้าที่ขายผ่าน Taobao และ Tmall สูงถึง 240,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าอะเมซอนรวมกับอีเบย์

กลุ่มอาลีบาบามีรายได้เพิ่มขึ้น 66% จากปี 2555 โดยมีรายได้ 3,060 ล้านดอลลาร์และกำไรถึง 1,350 ล้านดอลลาร์ ปัจจุบันหม่าถือหุ้นในอาลีบาบาที่ 8.9% ยาฮูถือหุ้นที่ 22.6% และซอฟต์แบงค์ที่ 34.4%

มูลค่าสินค้าที่ขายผ่านเว็บไซต์ของกลุ่มอาลีบาบาในปี 2556 คิดเป็น 80% ของมูลค่าสินค้ากว่า 295,000 ล้านดอลลาร์ที่ถูกขายผ่านเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซต่างๆ ในจีน ที่มีประชากรกว่า 1,350 ล้านคน และในจำนวนนี้มีผู้ซื้อสินค้าผ่านออนไลน์กว่า 300 ล้านคน

แต่สัดส่วนการชอปปิงผ่านออนไลน์ก็นับเป็นเพียง 7.9% ของการจับจ่ายของชาวจีนเท่านั้น จึงมีแนวโน้มว่าตลาดอีคอมเมิร์ซของจีนยังเติบโตได้อีกมาก

อาลีเพย์ไพ่ใบสำคัญ

อาลีเพย์ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการชำระเงินที่ใหญ่ที่สุด มีผู้ใช้งานถึง 50% ของการชำระเงินในตลาดอีคอมเมิร์ซในจีนขณะนี้ โดยอาลีเพย์ได้แยกออกจากกลุ่มอาลีบาบาในเดือนส.ค.ม 2553 ปัจจุบันหม่าถือหุ้นอยู่ที่ 46%

อาลีเพย์เริ่มมีบทบาทสำคัญมากขึ้นกับการค้าออนไลน์อย่างต่อเนื่อง จนแซงหน้า เพย์พัล (Paypal) ผู้เล่นรายสำคัญไปได้

หากพิจารณาตั้งแต่ เพย์พัลถูกควบรวมกิจการโดยอีเบย์ด้วยเงินลงทุน 1,300 ล้านดอลลาร์ในปี 2545 ธุรกิจจาก เพย์พัล ก็แข็งแกร่งขึ้นทุกปี โดยมีสมาชิก 148 ล้านรายเฉพาะในไตรมาสที่ผ่านมามีผู้ใช้งานเพย์พัลอย่างต่อเนื่อง 5.8 ล้านราย สร้างรายได้ให้กับบริษัท 1,850 ล้านดอลลาร์ คิดเป็น 43% ของรายได้ของอีเบย์

อย่างไรก็ตามน้องใหม่อย่างอาลีเพย์ก็มียอดการใช้จ่ายผ่านระบบสูงเป็น 3 เท่าของ เพย์พัล จึงทำให้การเติบโตของอาลีบาบาเป็นที่จับตามองของนักลงทุน

การท้าประลองจากเทนเซนต์

เทนเซนต์ (Tencent.com) คู่แข่งรายสำคัญของอาลีบาบาในจีนที่มีความแข็งแกร่งด้านโซเชียลและออนไลน์เกมส์ และเป็นเจ้าของ วีแชท (WeChat) ระบบโมบายแมสเสจจิ้ง ที่มีผู้ใช้งานกว่า 355 ล้านรายต่อเดือน ก็ได้ขยายบริการอีคอมเมิร์ซผ่านโมบาย โดยการจับมือและลงทุน 215 ล้านดอลลาร์กับ JD.com เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซอันดับสองของจีน จึงดูเหมือนกับว่าหม่า และกลุ่มอาลีบาบาต้องเตรียมพร้อมกับการแข่งขันรอบด้านในขณะนี้

มีผู้ประเมินมูลค่าตลาดของกลุ่มอาลีบาบาไว้สูงกว่า 160,000 ล้านดอลลาร์ซึ่งมีมูลค่าสูงกว่าเฟซบุ๊คเสียอีก จึงนับเป็นบริษัทจากจีนที่มีมูลค่าสูงที่สุดที่ได้มาผงาดอยู่ในตลาดอเมริกา

ความสำเร็จของกลุ่มอาลีบาบาในครั้งนี้ไม่ได้ทำให้หม่าและยักษ์ใหญ่จากจีนรายนี้ชะลอตัวลง แต่กลับเป็นท้าทายและเพิ่มโอกาสให้มังกรตัวนี้โลดแล่นในสนามอีคอมเมิร์ซระดับโลกได้อย่างกร้าวแกร่งขึ้น