วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

นับถอยหลังสู่ AEC (4)

หลังจากที่เราได้พูดคุยกันถึงการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจของอาเซียนในด้านต่างๆ อันได้แก่ การเปิดเสรีการค้าและการบริการ การเปิดเสรีการลงทุน

และการเปิดเสรีการเคลื่อนย้ายเงินไปแล้ว ครั้งนี้เราจะมาพิจารณาถึงปัจจัยที่จะขาดไปไม่ได้ในระบบเศรษฐกิจเนื่องจากเป็นกำลังการผลิตที่สำคัญ นั้นคือ ปัจจัยด้านแรงงาน ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

หลักเกณฑ์สำคัญที่ใช้ในการกำกับดูแลการเข้ามาทำงานของคนต่างด้าวในประเทศไทยได้แก่พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 และพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2551 โดยมีเงื่อนไขในการจ้างแรงงานต่างด้าวหลักๆ 2 ส่วน ได้แก่ เงื่อนไขเกี่ยวกับเงินทุน โดยนายจ้างจะต้องมีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่น้อยกว่า 2 ล้านบาทสำหรับนายจ้างชาวไทย และ 3 ล้านบาทสำหรับนายจ้างชาวต่างชาติ ต่อการจ้างคนต่างด้าว 1 คน และเงื่อนไขเกี่ยวกับสัดส่วนระหว่างลูกจ้างไทยต่อลูกจ้างต่างด้าวโดยจะต้องมีลูกจ้างไทย 4 คน ต่อการจ้างลูกจ้างต่างด้าว 1 คน นอกจากนี้ธุรกิจบางประเภทก็จะมีเงื่อนไขและข้อกำหนดสำหรับการจ้างคนต่างด้าวโดยเฉพาะอีกด้วย

สำหรับข้อตกลงประเทศสมาชิกอาเซียนที่เกี่ยวกับการเปิดเสรีแรงงานนั้น จะปรากฏอยู่ใน 2 ส่วนอันได้แก่ ส่วนแรกคือการเปิดเสรีแรงงานในรูปแบบของการให้บริการ โดยจะเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของการเปิดเสรีการให้บริการในรูปแบบของการลงทุนทางตรง ซึ่งผู้เขียนได้อธิบายไปแล้วใน นับถอยหลังสู่ AEC ตอนที่ 1 และส่วนที่สองคือการเปิดเสรีแรงงานมีฝีมือ (Free Flow of Skilled Labour) ตามข้อ A5 ของ AEC Blueprint ซึ่งกำหนดไว้ว่า “ในการที่จะจัดให้มีการเคลื่อนย้ายบุคคลธรรมดาที่จะเข้ามาดำเนินการค้า การบริการ หรือการลงทุน อาเซียนตกลงที่จะอำนวยความสะดวกให้มีการออกวีซ่าและใบอนุญาตทำงานให้กับผู้ประกอบวิชาชีพและแรงงานงานมีฝีมือของประเทศอาเซียน ที่จะเข้ามาลงทุนหรือเกี่ยวข้องกับการค้าระหว่างประเทศ” จะเห็นได้ว่าแรงงานที่จะได้รับประโยชน์จากการเปิดเสรีตามข้อ A5 นั้น มีเฉพาะแรงงานมีฝีมือเท่านั้น ไม่รวมถึงแรงงานไม่มีฝีมือ

คำว่าแรงงานมีฝีมือ ไม่ปรากฏว่ามีนิยามไว้ในส่วนใดของ AEC Blueprint แต่เป็นที่เข้าใจกันว่าหมายถึงแรงงานที่ต้องใช้ทักษะและความสามารถเฉพาะด้านในการทำงาน หรือวิชาชีพต่างๆ โดยในการเปิดเสรีแรงงานมีฝีมือนั้น จะเป็นไปในลักษณะที่ว่าประเทศสมาชิกจะมีการตกลงมาตรฐานคุณสมบัติของแรงงานมีฝีมือ (Mutual Recognition Arrangements : MRAs) ที่หากมีครบแล้วจะสามารถเข้าไปทำงานในประเทศสมาชิกอาเซียนได้ ซึ่งในปัจจุบันได้มีการตกลงทำ MRAs แล้วใน 8 สาขาวิชาชีพ ได้แก่ วิศวกรรม นักสำรวจ สถาปัตยกรรม แพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล นักบัญชี และการท่องเที่ยว โดยส่วนมากจะเป็นการกำหนดคุณสมบัติกว้างๆ ของแต่ละวิชาชีพ

โดยหากเป็นวิชาชีพที่ต้องมีใบอนุญาตแล้ว เช่น หลักเกณฑ์สำหรับแพทย์ที่จะทำงานในประเทศอาเซียนได้นั้นนอกจากจะต้องได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพในประเทศต้นกำเนิดของตนและจะต้องมีคุณสมบัติของแพทย์ครบตามที่ประเทศที่แพทย์ประสงค์จะไปทำงานนั้นกำหนด ประกอบกับมีประสบการณ์ปฏิบัติวิชาชีพแพทย์ไม่น้อยกว่า 5 ปีต่อเนื่องในประเทศของตน เป็นต้น โดยจะต้องมีการจัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแลหรือหน่วยงานประสานงานวิชาชีพในระดับอาเซียนสำหรับแต่ละสาขาอาชีพ เช่น คณะกรรมการประสานงานด้านวิชาชีพแพทย์อาเซียน หรือ สภาสถาปนิกอาเซียน เพื่อดำเนินการตกลงในรายละเอียดของเงื่อนไข หรือข้อกำหนดในการเข้าไปทำงานในประเทศอาเซียน

สำหรับการเตรียมพร้อมการเปิดเสรีแรงงานนั้น กระทรวงแรงงานก็ได้ดำเนินการศึกษาแนวทางการเตรียมการรองรับการเคลื่อนย้ายแรงงาน โดยการจัดทำบันทึกข้อตกลงระหว่างกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โดยมีระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่ปี 2555 - 2557 การพัฒนาฝีมือแรงงานทั้งทางทักษะการทำงานและภาษา นอกจากนี้กระทรวงแรงงานยังวางแผนจะจัดตั้ง “กองอาเซียน” เพื่อจัดทำยุทธศาสตร์ นโยบาย ข้อเสนอแนะ และแนวทางการดำเนินงานด้านแรงงานในกรอบอาเซียน รวมถึงความตกลงพหุภาคีอื่นๆ

จะเห็นได้ว่าการเตรียมพร้อมของกระทรวงแรงงานยังคงเป็นการเตรียมความพร้อมในระดับของบุคลากรเท่านั้น ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่า MRAs เป็นเพียงแค่การกำหนดคุณสมบัติของผู้ประกอบวิชาชีพเท่านั้น ประเทศสมาชิกยังไม่ได้ตกลงกันเกี่ยวกับรายละเอียดในด้านกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายคนเข้าออกประเทศอาทิ หลักเกณฑ์การขอวีซ่า และใบอนุญาตทำงานสำหรับวิชาชีพทั้ง 8 สาขา ทั้งนี้ ต้องอย่าลืมว่าหลักเกณฑ์การเคลื่อนย้ายแรงงานอย่างเสรีตามข้อ A5 นั้นไม่ได้หมายความว่าการทำงานในประเทศสมาชิกอาเซียนจะเดินทางเข้าออกได้อย่างเสรีเสมือนหนึ่งไม่มีพรมแดนระหว่างกัน เพียงแต่ประเทศสมาชิกตกลงที่จะอำนวยความสะดวกให้กับการเคลื่อนย้ายแรงงานเท่านั้น

พบกันใหม่โอกาสหน้าสวัสดีค่ะ

*********************************

บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนอันเป็นความเห็นในทางวิชาการ และไม่ใช่ความเห็นของบริษัท อัลเลน แอนด์ โอเวอรี่ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ผู้เขียนทำงานอยู่