วันนี้ (7 พ.ค.) ศาลรัฐธรรมนูญ นัดฟังคำวินิจฉัยคำร้อง ที่ นายไพบูลย์ นิติตะวัน แกนนำกลุ่ม 40 สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.)
ยื่นเรื่องให้วินิจฉัยสถานภาพการเป็นนายกรัฐมนตรีของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ จากกรณีศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาว่าการย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งบรรดานักวิเคราะห์การเมือง ต่างเห็นว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนทางการเมืองที่สำคัญอีกครั้ง ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในขณะนี้
แม้ว่า ศาลรัฐธรรมนูญ จะมีคำวินิจฉัยในวันนี้ แต่การวิเคราะห์หรือคาดการณ์ก็ไปไกลกว่านั้นมาก โดยเห็นว่าอาจเกิดขึ้นได้ 3 กรณี คือ 1.นายกรัฐมนตรีไม่มีความผิดจริงตามคำร้อง 2.เห็นว่านายกรัฐมนตรีมีความผิดเฉพาะตัว จึงพ้นตำแหน่ง แต่รัฐมนตรียังรักษาการอยู่ได้ และ 3.นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีพ้นตำแหน่งทั้งหมด จึงต้องมีกระบวนการตั้งรัฐบาลรักษาการขึ้นมาใหม่ และเห็นว่าความเป็นไปได้ 2 กรณีหลังมีโอกาสเกิดขึ้นมากที่สุด เพราะว่าคดีนี้ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษามาก่อนแล้ว
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากกรณีนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองอย่างเข้มข้น และนายกรัฐมนตรีอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งโดยตรง จึงทำให้เกิดการตีความไปหลายด้าน โดยฝ่ายรัฐบาลและผู้สนับสนุนมองว่าศาลรัฐธรรมนูญมี "ธง" ก่อนหน้านี้แล้ว ดังนั้น เชื่อว่าถึงอย่างไรนายกรัฐมนตรีก็ต้องพ้นตำแหน่งจากกรณีนี้ เพราะว่าศาลรัฐธรรมนูญตัดสินโดยใช้ความเห็นทางการเมืองในการตัดสิน ส่วนฝ่ายที่ต่อต้านรัฐบาลก็มองว่ากรณีนี้นายกรัฐมนตรีจะพ้นสภาพเช่นเดียวกัน แต่มองว่าเป็นเพราะปัญหาการบริหารงานจริง
แน่นอนว่า การไม่ยอมรับการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจากฝ่ายการเมืองนั้น มีมาตั้งแต่ต้น นับแต่ช่วงตัดสินคดีซุกหุ้นของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งในครั้งนี้ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายไม่เห็นด้วยเป็นอย่างมาก หลังจากมีคำตัดสินเป็นประโยชน์ต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งในครั้งนั้นก็เกิดการตีความของศาลเป็นไปในสองทิศทางเช่นเดียวกัน กล่าวคือ ผู้ที่ได้ประโยชน์จากการตีความ ก็เห็นว่าศาลตัดสินอย่างเป็นธรรม แต่หากได้รับผลกระทบทางลบต่อตนเอง ก็จะอธิบายศาลตัดสินโดยมีเป้าหมายทางการเมือง
ดังนั้น หลังจากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินในคดีการเมืองตั้งแต่นั้นมา ศาลรัฐธรรมนูญก็ถูกมองด้วยความสงสัยเสมอ ไม่ว่าจะตัดสินออกมาอย่างไร ซึ่งไม่น่าแปลกใจที่เกิดกับกรณีของนางสาวยิ่งลักษณ์ด้วย เพียงแต่ในกรณีนี้ การวิพากษ์วิจารณ์เกิดขึ้นก่อนที่จะมีกระบวนการตัดสินเกิดขึ้น กล่าวคือ มีการประเมินไปก่อนแล้วว่าศาลตัดสินอย่างไร โดยไม่มีใครสนใจไปดูที่เนื้อหาสาระของคดีความและข้อกฎหมายว่าเป็นมาอย่างไร จึงดูเหมือนว่า ความเห็นทางการเมือง ได้ชักจูงให้เกิดความเห็นต่อการตัดสินของศาลไปล่วงหน้าแล้ว
เราเห็นว่า กรณีของนางสาวยิ่งลักษณ์ ไม่ว่าศาลจะตัดสินออกมาอย่างไร ก็จำเป็นต้องยอมรับ ซึ่งหากย้อนกลับไปดูในหลายเรื่อง ก็มีคำวินิจฉัยที่เป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลเช่นกัน แต่ไม่มีการหยิบยกมากล่าวถึง เพราะหากว่าเกิดกระบวนการไม่ยอมรับ ไม่ว่าจะเกิดจากฝ่ายการเมืองก็ดี หรือ จากกลุ่มมวลชนก็ดี ย่อมมีผลกระทบมากกว่าแค่ตัวคดีเท่านั้น เพราะนั่นหมายถึงกฎกติกาทางสังคม หากไม่มีใครยอมรับคำวินิจฉัยของศาลเสียแล้ว เราก็เชื่อว่า เป็นความน่ากลัวที่กำลังจะเกิดขึ้นกับสังคมไทย เพราะนั่นหมายถึงสังคมกำลังก้าวสู่ภาวะไร้กฎหมาย...อย่างแท้จริง






